โพสต์เมื่อ October 27, 2025
Inspiration
แท็ก:
ในยุคที่โลกธุรกิจเปลี่ยนเร็วกว่าเคย “การอยู่รอด” ไม่ใช่เรื่องของทุนมากหรือน้อยอีกต่อไป แต่คือ “ความเข้าใจในคนและความกล้าในการปรับตัว” สองเวทีสุดเข้มจาก Bitkub Summit 2025 — Shark Restage 2026 และ Thai SMEs Reshape 2026 ได้ถอดบทเรียนล้ำค่าจากผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ของไทย ว่าทางรอดของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ “การสร้างคุณค่า” ไม่ใช่ “การแข่งขันราคา”

ในงาน Bitkub Summit 2025 ปีนี้ หนึ่งในเวทีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “Thai SMEs Reshape 2026” เวทีที่ได้รวบรวมสุดยอดผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาด Red Ocean เพื่อมาเผยกลยุทธ์และแนวคิดในการสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบด้วย คุณนัทธมน พิศาลกิจวนิช (สุกี้ตี๋น้อย), คุณพชร จิราธิวัฒน์ (Potato Corner), คุณพีรดนย์ เหมยากร (iHAVECPU) และ คุณวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ (MizuMi)
Suki Teenoi

จากร้านบุฟเฟ่ต์เล็ก ๆ สู่ธุรกิจที่มียอดขายแตะ 9,000 ล้านบาทภายใน 8 ปี คุณเฟิร์นเล่าว่า จุดเปลี่ยนคือ “วันหนึ่งเราไม่อยากเป็นแค่เจ้าของร้าน แต่ต้องการเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริง” เธอมองการขยายสาขาไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนร้าน แต่คือการ “โตไปพร้อมกับคนของเรา” เพราะสุกี้ตี๋น้อยมีพนักงานจำนวนมากที่ต้องดูแล
“เราไม่สามารถหยุดอยู่ที่เดิมได้ เพราะเรามีคนอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องโตไปด้วยกัน”
ตอนนี้สุกี้ตี๋น้อยบุกตลาดภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง และมีแผนเปิดภาคใต้ในปีหน้า ทุกครั้งที่เปิดสาขาใหม่แล้วเห็นลูกค้ามีความสุข มันคือ “รางวัลที่ยิ่งกว่ากำไร”
แม้จะเติบโตเร็ว แต่เธอก็ยังมองว่า “ธุรกิจยังไม่สำเร็จ” เพราะความท้าทายของเฟิร์นคือ “จะทำอย่างไรให้โตอย่างยั่งยืน” ไม่ใช่แค่ร้านอาหารตามกระแส แต่เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจคนไทยได้อีกหลายสิบปีข้างหน้า

จากนักแสดงสู่ผู้บริหารแฟรนไชส์มันฝรั่งทอดระดับโลก คุณพีชเล่าว่าจุดเริ่มต้นของ Potato Corner เป็นเพียง “โปรเจกต์สนุก ๆ กับเพื่อน” ที่อยากเปิดร้านอาหาร แต่เมื่อเริ่มจริงจัง เขากลับพบว่านี่คือธุรกิจที่ต้องใช้การคิดและวางระบบอย่างลึกซึ้ง
คุณพีชพูดถึงการ “localize” ธุรกิจแฟรนไชส์ต่างชาติให้เข้ากับคนไทยว่าเป็นหัวใจสำคัญ แม้ Potato Corner จะมี 4 รสชาติหลักจากต้นฉบับ แต่ทีมไทยต้องทำ R&D เองเพื่อให้รสชาติเข้ากับคนไทยมากที่สุด
“ตลาดไทยไม่เหมือนใคร เราต้องเข้าใจคนไทยให้ลึกถึงพฤติกรรมและรสนิยม”
อีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจคือเรื่อง Personal Branding คุณพีชมองว่า การมีชื่อเสียงอาจช่วยได้ในช่วงเริ่มต้น แต่เขาอยากให้ธุรกิจอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง
“วันหนึ่งถ้าไม่มีเรา ธุรกิจต้องไปต่อได้ นั่นคือแบรนด์ที่แท้จริง”

คุณเปาคือภาพแทนของ “SME ที่สร้างจากศูนย์” เขาเริ่มต้นจากความฝันเรียบง่าย “อยากรวยและมีอิสรภาพทางการเงิน” แต่สิ่งที่ทำให้เขาต่างจากคนอื่นคือ เขา “ลงมือทำทันที” ด้วยสิ่งที่ถนัด คือการประกอบคอมพิวเตอร์
ในยุคที่ตลาดเต็มไปด้วยเจ้าใหญ่ ๆ เปาเลือกทางที่แตกต่าง ทำ “คอมประกอบพร้อมใช้” ที่ลูกค้าซื้อแล้วใช้ได้เลย เหมือนบริการ “instant PC” นั่นคือจุดกำเนิดของ iHAVECPU
“ผมไม่แข่งเรื่องราคา แต่แข่งเรื่องความเชื่อถือ”
สิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือ Personal Branding ที่จริงใจและมีพลัง คุณเปาไลฟ์สดขายคอมแบบไม่ปักตะกร้า แต่ให้ความรู้ พูดคุยเหมือนเพื่อน แทรกคำคม และค่อย ๆ สร้างความเชื่อมั่น
วันนี้ iHAVECPU มียอดขายกว่า 2,700 ล้านบาท และคุณเปายังย้ำว่า “CEO ต้องลงมือเองก่อนเสมอ เพราะนั่นคือสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งลูกค้าและทีมงาน”

จากมนุษย์เงินเดือนสู่ผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์ไทยที่เติบโตในตลาดที่แข็งอย่าง “Red Ocean” คุณหนุยเล่าว่า เธอเริ่มจากความเชื่อเล็ก ๆ ว่า “คนไทยก็สร้างแบรนด์สกินแคร์ระดับโลกได้” เธอเริ่มด้วยสินค้าชิ้นเดียว คือครีมกันแดด Mizumi เพื่อให้ผู้บริโภค “จำแบรนด์ได้ทันที”
“เราอยากเป็นแบรนด์ไทยที่คนจำได้ และยืนเคียงข้างแบรนด์ต่างชาติได้อย่างภาคภูมิ”
Mizumi ใช้เวลา 5 ปีเต็มกว่าจะเติบโตและเป็นที่รู้จัก คุณหนุยย้ำว่า “ธุรกิจที่ดีต้องไม่รีบ แต่ต้องคิดรอบด้าน” เธอเลือกแนวทาง “ช้าแต่ชัวร์” ทำทุกอย่างเองตั้งแต่ต้น ทั้งวิจัยสินค้าและการตลาด
ในยุคนี้ Mizumi นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยด้านมาร์เก็ตติ้ง สร้าง Visual และคอนเทนต์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้รวดเร็ว
“AI ทำให้ทีมเราทำงานเร็วขึ้นมาก สร้างคอนเทนต์ใหม่ได้ทุกเดือน ซึ่งถ้าไม่มีเทคโนโลยี เราคงทำไม่ได้”
จุดร่วมสำคัญของทุกแบรนด์คือการค้นหา “ช่องว่าง” และทำในสิ่งที่คู่แข่งไม่ทำ เพื่อสร้างโอกาสในตลาดที่มีการแข่งขันสูง:
1.Blue in Red Ocean (iHAVECPU): คุณเปาเน้นย้ำว่าการแข่งขันด้านราคา (Price War) นั้นเหนื่อยและไม่ยั่งยืน กลยุทธ์คือการสร้าง “Blue in Red” ด้วยการ Add Value ในส่วนของโปรโมชั่นและคอนเทนต์ ต้อวสร้างความเชื่อถือและความมั่นใจ ผ่าน Personal Branding โดยการ ไลฟ์สดให้ความรู้ และขายแบบ “ขายที่ไม่ขาย” (Give and Take) ลูกค้าอาจไม่ได้ซื้อทันที แต่จะนึกถึงแบรนด์นี้เมื่อพร้อม
2.Localization และ R&D (Potato Corner): คุณพีชมองว่าตลาดไทยมีความพิเศษและมี Preference ชัดเจน แม้เป็นแฟรนไชส์ระดับโลก แต่ต้อง Localize อย่างมาก ทำ R&D และทดสอบรสชาติอย่างเข้มข้นจนเจอจุดที่คนไทยชอบ และต้อง In-House การทำแคมเปญการตลาดที่ดุดันเพื่อให้แตกต่าง
3.Quality Over Price และ Dermatological Testing (Mizumi): คุณหนุย เน้นย้ำ 3 เรื่องหลัก:
Quality Over Price: ใช้เทคโนโลยีญี่ปุ่นเพื่อให้สินค้ามีคุณภาพเกินราคาที่ผู้บริโภคจ่าย
Accessibility: เน้นการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงคนง่ายที่สุด ไม่ใช่แบรนด์อินดี้
Confidence: มี Dermatology Testing เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพ และการเริ่มธุรกิจอย่าง “ช้าแต่ชัวร์” เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็น Nobody
ทั้งสี่ธุรกิจเห็นตรงกันว่า AI และเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งที่มาแทนที่ "คน" แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน:
Suki Teenoi: ใช้ POS และ Technology หลังบ้านในการ ปิดความเสี่ยงเรื่องการโกง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้ขยายสาขาโดยใช้คนน้อยลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
MizuMi: ใช้ AI อย่างเข้มข้นในฝั่ง Marketing โดยเฉพาะการสร้าง Visual Cartoon Characters และ Artwork ใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกเดือน และดึงดูด Gen Z
iHAVECPU: ใช้ AI และ ERP ในการจัดการ Back Office เช่น การ Suggestion คำตอบ Chatbot (Super Admin), การจัดซื้อ Inventory และ Logistics
Potato Corner: ใช้ AI ช่วย Lean Cost ในบางส่วน เช่น การทำ Graphic Direction หรือ Simulation Artwork เพื่อให้เห็นภาพรวมก่อนเริ่มจริง
เมื่อถามว่า “ถ้าให้เริ่มใหม่อีกครั้ง จะเลือกทำธุรกิจเดิมไหม?” ทุกคนตอบเหมือนกัน “ใช่” เพราะแม้ธุรกิจจะเหนื่อยและเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่พวกเขาทุกคน “รักในสิ่งที่ทำ” และนั่นคือเชื้อไฟที่ทำให้พวกเขายังเดินต่อได้ทุกวัน
คุณพีช: “นี่คือช่วงเวลาที่ SMEs จะโตเร็วที่สุด อย่ากลัว ต้องมี Agility และลงมือ”
คุณหนุย: “ปรับตัวให้เร็ว เรียนรู้ให้เร็ว และต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงให้เป็น”
คุณเปา: “ธุรกิจทุกวันนี้แข่งสูง ต้องเด่นจริง ๆ อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง”
คุณเฟิร์น: “ต้องชัดเจนว่าเราทำธุรกิจเพื่ออะไร เพราะเป้าหมายคือสิ่งเดียวที่ทำให้เราไม่ยอมแพ้”
“Thai SMEs Reshape 2026” ไม่ใช่แค่เวทีแชร์ประสบการณ์ แต่คือพื้นที่ที่ทำให้เราเห็นว่า การทำธุรกิจไม่ใช่แค่แพชชั่น แต่คือการหาช่องว่างที่คนอื่นไม่เห็น แล้วลงมือทำอย่างมีวินัย ทั้ง 4 วิทยากรพิสูจน์แล้วว่า คนไทยก็สามารถสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืนได้ ถ้ามี “หัวใจนักสู้” และ “ความเข้าใจในผู้คน”
“เพราะความสำเร็จของธุรกิจ ไม่ได้อยู่ที่ใครเริ่มก่อน แต่อยู่ที่ใครไม่ยอมแพ้ก่อนต่างหาก”

เวทีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน Bitkub Summit ปีนี้ ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เพราะได้สามผู้นำทางธุรกิจของไทยมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น ได้แก่ คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ, คุณกฤษณ์ ศรีชวาลา และ คุณท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ในการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นช่วงที่หนักที่สุดในรอบ 40 ปี คุณกฤษณ์ ศรีชวาลา ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักคือ "กระแสการเงิน" (Flow) ในระบบการเงินไทยที่ถูกล็อก ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตได้ยาก ทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยกฎหมายที่ทำให้การซื้อขายฝืดเคือง คุณกฤษณ์มองว่าแม้ในอดีตวิกฤตจะหนักแต่ฟื้นตัวเร็ว (เช่น ต้มยำกุ้ง, โควิด) แต่ช่วง 2-3 ปีหลังโควิดนี้ กลับเป็นภาวะ "เจ็บน้อยแต่เจ็บนาน" ที่ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวัง
ในทางตรงกันข้าม คุณท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กลับมีมุมมองที่น่าตกใจ โดยเตือนว่า "ปีนี้อาจเป็นปีที่ดีที่สุด และหลังจากนี้จะแย่ลงเรื่อยๆ" คุณท๊อปชี้ไปที่เทรนด์ระยะยาวจากเวที World Economic Forum ที่บอกว่า "Old Economy ไม่มี Premium เหลือแล้ว" กลายเป็น Red Ocean ที่มีการเติบโตติดลบ (เมื่อรวมเงินเฟ้อ) ในขณะที่ Digital Service และ AI กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ความท้าทายของประเทศไทยคือ หากไม่สามารถ Reskill/Upskill ทรัพยากรมนุษย์ได้ จะนำไปสู่การตัดราคา และที่น่ากังวลคือปัญหา Aged Economy โดยยกตัวอย่างข้อมูลการเกิดของเด็กใหม่ที่ลดลงเหลือเพียง 4 แสนคนต่อปี ทำให้ Consumption หายไปถึงครึ่งหนึ่ง
คุณกฤษณ์เสริมว่า การที่คนไทยอายุยืนขึ้นแต่มีลูกน้อยลง ทำให้เรากำลังเข้าสู่ Old Economy อย่างเต็มตัว ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะแย่ แต่ “ต้องมองหาโอกาสใหม่ในพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป”
“วันนี้คนใช้เงินกับสุขภาพ ความเป็นอยู่ และความยั่งยืน มากกว่าของฟุ่มเฟือย”
ธุรกิจสาย Wellness, Longevity และ Health จึงเป็นแนวทางใหม่ที่น่าจับตา เพราะตอบโจทย์สังคมสูงวัยที่ยังมีกำลังจ่ายและให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต
ด้านคุณท๊อปเสริมว่า เทรนด์ Aged Economy เป็นเรื่องทั่วโลก แต่การจะยกระดับไปสู่ Premium Economy ได้ ต้องมี “โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล” ที่แข็งแรง
เขายกตัวอย่างอุตสาหกรรม Tourism & Hospitality ที่ต้องเปลี่ยนจากการจับตลาดหรู ไปสู่ตลาด “สุขภาพและการใช้ชีวิตระยะยาว” ซึ่งสามารถสร้าง Value Added ได้มากกว่า
“เด็กรุ่นใหม่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่ไปวิ่ง เข้าร่วม Run club ไปซาวน่า สนใจเรื่องสุขภาพ ถ้าเราออกแบบธุรกิจที่ตอบโจทย์กลุ่มนี้ จะสร้าง S-Curve ใหม่ให้ประเทศได้”
คุณชนาพรรณมองว่า ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จาก “โมเดลจีน” ที่เปลี่ยนผ่านจาก Old Economy สู่ New Economy ได้สำเร็จ เพราะเขาลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไว้แน่นก่อน แล้วค่อยต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ
เธอเล่าตัวอย่างของอินโดนีเซีย ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่าง Nickel (แร่สำหรับผลิตแบตเตอรี่รถ EV) ให้เกิดมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูป แทนที่จะขายวัตถุดิบดิบๆ
“ประเทศไทยเองส่งออกยางพาราเป็นหลัก ถ้าเราดึงนักลงทุนมาช่วยแปรรูปให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เราก็จะขยับจากผู้ขายวัตถุดิบไปเป็นผู้สร้างนวัตกรรมได้เหมือนกัน”
เมื่อพูดถึงคุณสมบัติของนักธุรกิจไทยที่สามารถ Scale ไป Global ได้ จุดแข็งที่เห็นชัดคือ:
Hospitality & Service Mind: คุณกฤษณ์ มองว่าการบริการและอัธยาศัยไมตรีคือจุดเด่นที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ เป็น "Physical Touch" ที่มีเสน่ห์ดึงดูด และสอดคล้องกับเทรนด์ Wellness
ความพร้อมและการบริหารจัดการ: คุณชนาพรรณ ย้ำถึงความสำคัญของการ "เข้าใจตลาด" ที่จะไป และ "ความสามารถในการแข่งขัน" สตาร์ทอัพที่คิดจะไป Global ต้องใหญ่และพร้อมจริง รวมถึงการ "บริหารจัดการ Supply Chain" ในยุคสงครามการค้า/สงครามจริง ให้สินค้าถึงมือลูกค้าอย่างแน่นอนและรักษาความเป็น Thai Authentic
หากต้องเลือกลงทุนในธุรกิจใหม่ ผู้บริหารทั้งสามท่านเลือกจากจุดแข็งและเทรนด์ของโลก:
1.คุณท๊อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เลือก Longevity / Health เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ Super Aging Economy อย่างเต็มตัวภายใน 5 ปี และ Hospitality คือจุดแข็งของเรา ท่านมองว่าควรลงทุนในสิ่งที่ประเทศแข็งแรง แต่ต้องเพิ่ม Health Curve/Value Added เข้าไป
2.คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เห็นด้วย และเสริมว่าแนวทางที่น่าจับตาอีกอย่างคือ Green Energy และ Climate Tech เพราะคนรุ่นใหม่ทั่วโลกเริ่ม “ซื้อสินค้าด้วยความเชื่อ” และอยากสนับสนุนสิ่งที่ช่วยโลก
3.คุณกฤษณ์ ศรีชวาลา: เลือก Lifestyle Sport / Back to Basic ในยุคที่คนมีเวลาว่างจากงานมากขึ้น (จากการเข้ามาของ AI) ผู้คนจะต้องการใช้ Quality Time ในการทำกิจกรรมและเล่นกีฬา สนามกีฬา หรือสถานที่ที่รองรับ Lifestyle Sport จะกลายเป็นเทรนด์สำคัญ
คุณกฤษณ์บอกว่า การทำธุรกิจไม่มีใครไม่พลาด มันคือการ "หลับๆ ตื่นๆ" ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญคือการ “รู้ตัวและปรับตัวให้ทัน” เพราะหลายเหตุการณ์ เช่น โควิด หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ล้วนสอนให้เราต้องเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ
คุณชนาพรรณ แบ่งปันมุมมองที่น่าจดจำว่า “ไม่มีใครทำธุรกิจ 30 ปีโดยไม่พลาด แต่เราต้องทำให้ทุกความผิดพลาดเป็น Quality Mistake พลาดได้ แต่ต้องพัฒนาได้” เธอทิ้งท้ายด้วยประโยคที่โดนใจว่า “กล้าที่จะออกจากสิ่งที่ไม่ใช่ เพื่อไปอยู่ในสิ่งที่ใช่ คือ Turning Point ที่แท้จริงของชีวิต”
ส่วน คุณท๊อป เล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเองก็เคยพลาดในการบริหารเงินสด และเคยเติบโตผิดจังหวะ แต่บทสรุปที่สำคัญที่สุดคือ "มันไม่ได้อยู่ที่ใครมาก่อน แต่มันอยู่ที่เราอยู่นานแค่ไหน" หาก Macro Trend มาถูกทาง การอดทนและอยู่รอดในวงการได้นานคือกุญแจสำคัญสู่ชัยชนะ
ทั้งสามคนร่วมกันถอดบทเรียน เศรษฐกิจไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน ความท้าทายของธุรกิจในประเทศ และเส้นทางที่ภาคธุรกิจไทยจะก้าวไปสู่ “เวทีโลก” ได้อย่างยั่งยืน
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาชีพและธุรกิจได้ที่ Jobcadu