Logo
Logo
  • งาน
    งานประจำที่ออฟฟิศ
    งานระยะไกล
    เครื่องมือโปรไฟล์มืออาชีพ
  • อาชีพ
    Career Portal
    ชุดเครื่องมืออาชีพ
    บทความอาชีพ
  • การศึกษา
  • ที่ปรึกษาด้านอาชีพ
    ที่ปรึกษาด้านอาชีพ
    ค้นหาเมนเทอร์
    เป็นเมนเทอร์
  • เครื่องมือสร้างเรซูเม่
  • Premium
  • Jobcadu Logo

    แพลตฟอร์มอาชีพที่ดีที่สุดสำหรับการหางาน, การสรรหาบุคลากร, ค้นหาอาชีพ และค้นพบแหล่งการศึกษา

    งานตามหมวดหมู่

    งานระยะไกล

    งานที่ AI แนะนำ

    เครื่องมือสร้างเรซูเม่

    โปรไฟล์มืออาชีพ

    การพัฒนาอาชีพ

    ชุดเครื่องมืออาชีพ

    ข้อมูลเชิงลึกด้านอาชีพ

    หลักสูตรและโปรแกรม

    ที่ปรึกษาและการฝึกสอน

    ค้นหาที่ปรึกษา

    เป็นที่ปรึกษา

    สำหรับนายจ้าง

    ประกาศงาน

    ราคา


    เกี่ยวกับเรา

    ข้อกำหนดการใช้งาน

    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    © 2025 Jobcadu. สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

    วิธีก้าวข้าม Imposter Syndrome เมื่อเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ

    Jobcadu

    Jobcadu

    วิธีก้าวข้าม Imposter Syndrome เมื่อเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ

    การเริ่มงานใหม่อาจเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น การได้รับการเลื่อนตำแหน่งอาจเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ และการเปลี่ยนสายอาชีพก็อาจเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ

    แต่ช่วงเวลาเหล่านี้ก็อาจมาพร้อมกับความรู้สึกที่หลายคนคาดไม่ถึงว่า

    “จริง ๆ แล้วเรามีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับงานนี้หรือเปล่า?”

    คุณอาจเพิ่งเริ่มงานใหม่และรู้สึกว่าทุกคนรอบตัวเข้าใจงานมากกว่าคุณ หรืออาจเพิ่งได้รับตำแหน่งผู้จัดการและเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า คุณพร้อมจริงหรือไม่ที่จะบริหารทีม

    หรือบางทีคุณอาจกำลังเปลี่ยนสายงานและกังวลว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาจะไม่สามารถนำมาใช้กับอุตสาหกรรมใหม่ได้

    ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอาชีพ แม้แต่คนที่มีความสามารถและประสบการณ์สูงก็สามารถเผชิญกับ Imposter Syndrome หรือความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งอย่างที่คนอื่นคิด และวันหนึ่งคนอื่นอาจค้นพบว่าเรา “ไม่ได้เก่งจริงอย่างที่คิด”

    แต่ข่าวดีคือ การรู้สึกไม่มั่นใจไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีความสามารถ

    บางครั้ง มันอาจหมายความง่าย ๆ ว่า คุณกำลังทำสิ่งใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย


    ทำไมการเปลี่ยนแปลงในอาชีพจึงกระตุ้น Imposter Syndrome?

    การเปลี่ยนแปลงในอาชีพมักพาเราออกจาก Comfort Zone

    เมื่อคุณทำงานในตำแหน่งเดิมมาหลายปี คุณจะคุ้นเคยกับหน้าที่ ระบบ เพื่อนร่วมงาน และความคาดหวังต่าง ๆ คุณรู้ว่าต้องทำอะไร เพราะคุณมีเวลาสั่งสมทั้งความรู้และความมั่นใจ

    แต่การเปลี่ยนแปลงในอาชีพสามารถทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    คุณอาจกลายเป็น:

    • พนักงานใหม่ในบริษัทที่ไม่คุ้นเคย

    • ผู้จัดการเป็นครั้งแรก

    • คนทำงานที่กำลังเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่

    • ผู้ที่ได้รับผิดชอบงานที่ไม่เคยทำมาก่อน

    • ผู้เชี่ยวชาญที่กำลังก้าวเข้าสู่บทบาทผู้นำ

    ทันใดนั้น คุณอาจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดในห้องอีกต่อไป

    สิ่งนี้อาจทำให้คุณเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์มากกว่าในสภาพแวดล้อมนั้น และคุณอาจให้ความสนใจกับทุกสิ่งที่ตัวเอง “ยังไม่รู้” จนลืมไปว่าทักษะและประสบการณ์อะไรบ้างที่ทำให้คุณมาถึงจุดนี้ได้

    นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่การเปลี่ยนแปลงทางอาชีพสามารถนำไปสู่ Imposter Syndrome ได้


    1. เปลี่ยนจาก “ฉันไม่เก่งพอ” เป็น “ฉันกำลังอยู่ในช่วงเติบโต”

    หนึ่งในวิธีที่ช่วยจัดการกับ Imposter Syndrome ได้ คือการลองสำรวจความคิดที่อยู่เบื้องหลังความรู้สึกเหล่านั้น

    ลองจินตนาการว่าคุณเพิ่งเริ่มตำแหน่งผู้นำใหม่ คุณอาจคิดว่า

    “ฉันยังไม่รู้ทุกอย่างเลย บางทีฉันอาจยังไม่พร้อมสำหรับการเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้”

    แต่ลองมองสถานการณ์เดียวกันในอีกมุมหนึ่ง

    “ฉันยังไม่รู้ทุกอย่าง เพราะฉันกำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้”

    ทั้งสองความคิดพูดถึงสถานการณ์เดียวกัน แต่สามารถนำไปสู่ความรู้สึกและการตอบสนองที่แตกต่างกันอย่างมาก

    ความคิดแรกมองว่าการไม่รู้ทุกอย่างทันทีคือหลักฐานของความล้มเหลว

    ในขณะที่ความคิดที่สองยอมรับว่า การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต

    ไม่มีใครเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้เชี่ยวชาญ

    การเริ่มงานใหม่ย่อมมาพร้อมกับช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ คุณไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะต้องเข้าใจทุกระบบ แก้ไขทุกปัญหา หรือมีคำตอบสำหรับทุกเรื่องตั้งแต่วันแรก

    แทนที่จะถามตัวเองว่า

    “ฉันเก่งพอแล้วหรือยัง?”

    ลองเปลี่ยนเป็นคำถามเหล่านี้:

    • ฉันสามารถเรียนรู้อะไรจากสถานการณ์นี้?

    • ฉันมีทักษะอะไรอยู่แล้วที่สามารถนำมาใช้ได้?

    • ฉันต้องพัฒนาความรู้อะไรเพิ่มเติม?

    • ฉันสามารถเรียนรู้จากใครได้บ้าง?

    • ฉันจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้อย่างไร?

    แนวทางนี้เรียกว่า Cognitive Restructuring หรือการปรับโครงสร้างความคิด ซึ่งเป็นกระบวนการมองหาความคิดที่ไม่เป็นประโยชน์และเปลี่ยนให้เป็นมุมมองที่สมดุลและเป็นจริงมากขึ้น

    ตัวอย่างเช่น

    Screenshot 2569-09-18 at 15.02.40.png

    เป้าหมายไม่ใช่การหลอกตัวเองว่าคุณสมบูรณ์แบบ แต่คือการตระหนักว่า การไม่มีประสบการณ์ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีความสามารถ


    2. สร้าง “wins repository” หรือคลังเก็บความสำเร็จของตัวเอง

    เมื่อเรากำลังเผชิญกับ Imposter Syndrome สมองของเราอาจจดจำความผิดพลาดได้เก่งมาก แต่กลับจดจำความสำเร็จของตัวเองได้น้อยกว่าที่ควร

    คุณอาจจำได้ว่าการนำเสนอครั้งหนึ่งไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง แต่กลับลืมไปว่าก่อนหน้านั้นคุณสามารถทำโปรเจกต์สำเร็จมาแล้วถึง 5 โปรเจกต์

    นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสร้าง wins repository หรือ “คลังเก็บความสำเร็จ” จึงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์

    Wins Repository อาจเป็นเอกสาร Note หรือโฟลเดอร์ดิจิทัลที่คุณใช้บันทึกความสำเร็จในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ

    ควรเก็บอะไรไว้ใน Wins Repository?

    คุณสามารถบันทึก:

    • โปรเจกต์ที่ทำสำเร็จ

    • Feedback เชิงบวกจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน

    • ปัญหาที่คุณช่วยแก้ไข

    • สถานการณ์ยาก ๆ ที่คุณสามารถรับมือได้

    • ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่คุณมีส่วนช่วยสร้าง

    • ทักษะใหม่ที่คุณเรียนรู้

    • เป้าหมายที่คุณทำสำเร็จ

    • Feedback จากลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ

    • การเลื่อนตำแหน่งหรือหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่

    • ความท้าทายที่คุณสามารถก้าวข้ามมาได้

    สิ่งสำคัญคือควรบันทึกความสำเร็จให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

    แทนที่จะเขียนว่า:

    “ทำแคมเปญการตลาด”

    ลองเขียนว่า:

    “มีส่วนช่วยพัฒนาแคมเปญ Social Media ที่เพิ่ม Engagement และสร้าง Lead ใหม่ให้กับธุรกิจ”

    แทนที่จะเขียนว่า:

    “มีทักษะด้านการบริหารโปรเจกต์”

    ลองเขียนว่า:

    “ประสานงานโปรเจกต์ที่มี 3 ทีมร่วมกัน และสามารถดำเนินงานให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด”

    เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นหลักฐานที่ช่วยสะท้อนความสามารถในการทำงานของคุณ


    ความมั่นใจต้องการหลักฐาน

    ความมั่นใจไม่ได้เกิดจากการบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “ฉันเก่ง”

    บางครั้ง ความมั่นใจเกิดจากการมองย้อนกลับไปที่ หลักฐานจริง

    เมื่อความสงสัยในตัวเองเกิดขึ้น Wins Repository สามารถช่วยให้คุณกลับมาถามตัวเองว่า:

    • ก่อนหน้านี้ฉันเคยรับมือกับอะไรสำเร็จบ้าง?

    • ฉันเคยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?

    • ในช่วงปีที่ผ่านมา ฉันเติบโตขึ้นอย่างไร?

    • ฉันเคยได้รับ Feedback เชิงบวกอะไรบ้าง?

    • ความท้าทายอะไรที่ครั้งหนึ่งเคยยาก แต่ตอนนี้ฉันสามารถรับมือได้แล้ว?

    คุณอาจค้นพบว่า จริง ๆ แล้วคุณมีความสามารถมากกว่าที่คุณกำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้


    3. แยกให้ออกระหว่าง “ยังใหม่” กับ “ไม่มีความสามารถ”

    หนึ่งในข้อผิดพลาดที่คนทำงานมักทำระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางอาชีพ คือการเข้าใจผิดว่า การยังไม่คุ้นเคย ไม่ได้เเปลว่าคุณไม่มีความสามารถ

    ลองนึกภาพว่าคุณเพิ่งเข้าทำงานในบริษัทใหม่

    คุณอาจยังไม่เข้าใจ:

    • วัฒนธรรมองค์กร

    • ระบบภายใน

    • รูปแบบการสื่อสารของทีม

    • คำศัพท์เฉพาะในอุตสาหกรรม

    • ความคาดหวังของลูกค้า

    • กระบวนการทำงานของบริษัท

    สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีความสามารถในการทำงาน มันเพียงหมายความว่าคุณยังใหม่กับสภาพแวดล้อมนี้

    ในทำนองเดียวกัน ผู้จัดการมือใหม่อาจยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับบทสนทนาที่ยากหรือความท้าทายด้านการบริหารทีมทุกประเภทอย่างไร

    นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ควรได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เพราะภาวะผู้นำก็เป็นทักษะที่พัฒนาได้ผ่านประสบการณ์เช่นกัน

    เมื่อรู้สึกไม่มั่นใจ ลองถามตัวเองว่า

    “ฉันไม่มีความสามารถจริง ๆ หรือฉันแค่ยังไม่มีประสบการณ์ในสถานการณ์นี้?”

    คำตอบของคำถามนี้สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมาก

    คุณอาจมีประสบการณ์ที่สามารถนำไปต่อยอดกับงานใหม่ได้มากมาย เพียงแต่กำลังลืมมองเห็นคุณค่าของมัน

    ตัวอย่างเช่น:

    • ครูที่เปลี่ยนมาทำ Corporate Training มีพื้นฐานด้านการสื่อสารและการเรียนรู้

    • พนักงานขายที่เปลี่ยนมาทำ Business Development อาจมีทักษะด้านการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

    • นักการตลาดที่ก้าวเข้าสู่บทบาทผู้จัดการอาจมีพื้นฐานด้านกลยุทธ์และการสื่อสารกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

    • ผู้เชี่ยวชาญด้าน Operations ที่เปลี่ยนมาทำ Project Management อาจมีประสบการณ์ด้านการวางแผนและแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว

    การเปลี่ยนสายอาชีพอาจหมายถึงการต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณกำลังเริ่มต้นจากศูนย์


    4. หยุดเปรียบเทียบ “จุดเริ่มต้นของเรา” กับ “ช่วงกลางทางของคนอื่น”

    การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอาจเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อคุณเริ่มงานใหม่

    คุณอาจมองเพื่อนร่วมงานแล้วคิดว่า

    “เขาพูดในที่ประชุมได้อย่างมั่นใจมาก”

    แต่คุณอาจไม่เห็นประสบการณ์กว่า 10 ปีที่อยู่เบื้องหลังความมั่นใจนั้น คุณอาจกำลังเปรียบเทียบเดือนแรกของตัวเองในตำแหน่งผู้นำกับคนที่บริหารทีมมาหลายปีแล้ว

    การเปรียบเทียบแบบนี้มองข้ามความจริงที่สำคัญอย่างหนึ่ง: ทุกคนเคยเป็นมือใหม่มาก่อน

    แทนที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่มีประสบการณ์มากที่สุดในห้อง ลองวัดความก้าวหน้าของตัวเองกับ “ตัวคุณในอดีต”

    ลองถามว่า:

    • วันนี้ฉันเข้าใจอะไรที่เมื่อ 3 เดือนก่อนยังไม่เข้าใจ?

    • ฉันรับมือกับความท้าทายอะไรได้ดีขึ้น?

    • ฉันพัฒนาทักษะอะไรใหม่?

    • ฉันมีความก้าวหน้าในด้านใดบ้าง?

    การพัฒนาอาชีพไม่ได้หมายถึงการต้องเก่งอย่างสมบูรณ์แบบในทันที แต่คือการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง


    5. สร้างความมั่นใจผ่าน Mentorship และ Coaching

    คุณไม่จำเป็นต้องผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงทางอาชีพเพียงลำพัง

    หนึ่งในทรัพยากรที่มีคุณค่ามากในช่วงที่อาชีพกำลังเปลี่ยนแปลง คือการมีใครสักคนที่สามารถช่วยให้มุมมองกับสถานการณ์ของคุณ

    คนคนนั้นอาจเป็น Mentor หัวหน้า ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม หรือ Career Coach

    Mentor สามารถช่วยอะไรได้บ้าง?

    Mentor สามารถแบ่งปันมุมมองจากประสบการณ์การทำงานของตัวเอง และช่วยให้คุณ:

    • เข้าใจความคาดหวังของอุตสาหกรรม

    • เรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขา

    • รับมือกับความท้าทายในที่ทำงาน

    • สร้างความสัมพันธ์ทางวิชาชีพ

    • พัฒนาทักษะใหม่

    • มองสถานการณ์ในอาชีพได้อย่างสมจริงมากขึ้น

    บางครั้ง เพียงแค่ได้รู้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคนอื่นก็เคยรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ก็สามารถช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้

    แล้ว Career Coaching ล่ะ?

    Career Coach สามารถให้คำแนะนำอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายและความท้าทายเฉพาะของคุณ

    ตัวอย่างเช่น Coach สามารถช่วยคุณ:

    • ค้นหาจุดแข็งในการทำงาน

    • ทำความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอาชีพ

    • เตรียมตัวสำหรับบทบาทผู้นำใหม่

    • สร้างความมั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางอาชีพ

    • พัฒนากลยุทธ์เพื่อรับมือกับความท้าทาย

    • วาง Action Plan สำหรับก้าวต่อไปในอาชีพ

    เป้าหมายไม่ใช่การให้คนอื่นตัดสินใจเรื่องอาชีพแทนคุณ

    แต่การได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมสามารถช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์ มองเห็นทางเลือก และเดินหน้าต่อไปด้วยความชัดเจนมากขึ้น

    บางครั้ง ความมั่นใจก็เติบโตขึ้นเมื่อเราได้พูดคุยเกี่ยวกับความท้าทายกับคนที่สามารถมองสถานการณ์จากมุมมองภายนอกได้


    6. ลงมือทำทีละเล็กทีละน้อย แทนที่จะรอให้รู้สึกมั่นใจก่อน

    หลายคนเชื่อว่าต้องมีความมั่นใจก่อนจึงจะลงมือทำได้

    พวกเขาอาจคิดว่า:

    • “ถ้าฉันมั่นใจกว่านี้ ฉันจะกล้าพูดในที่ประชุม”

    • “ถ้าฉันพร้อมกว่านี้ ฉันจะสมัครตำแหน่งที่สูงขึ้น”

    • “ถ้าฉันหายกังวล ฉันจะลองรับผิดชอบโปรเจกต์ใหญ่”

    แต่ในความเป็นจริง ความมั่นใจอาจเกิดขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม

    การลงมือทำสามารถสร้างความมั่นใจได้

    คุณลองทำบางสิ่ง คุณได้รับประสบการณ์ คุณค้นพบว่าตัวเองสามารถรับมือกับมันได้มากกว่าที่คิด และความมั่นใจก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น

    คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทันที

    ลองเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น:

    • แสดงความคิดเห็นหนึ่งอย่างในที่ประชุม

    • ถามคำถามเมื่อคุณต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม

    • อาสารับผิดชอบงานใหม่

    • พูดคุยกับคนในอุตสาหกรรมที่คุณสนใจ

    • เรียนรู้ทักษะใหม่หนึ่งอย่าง

    • ขอ Feedback เกี่ยวกับผลงานของคุณ

    ประสบการณ์เล็ก ๆ เหล่านี้สามารถค่อย ๆ สร้างหลักฐานให้คุณเห็นว่า คุณสามารถรับมือกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้


    7. จำไว้ว่าทำไมคุณถึงได้รับโอกาสนี้

    เมื่อ Imposter Syndrome เริ่มรุนแรงขึ้น ลองหยุดและถามตัวเองด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า

    “ทำไมฉันถึงมาอยู่ตรงนี้?”

    หากคุณได้รับการว่าจ้าง ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือได้รับโอกาสใหม่ นั่นหมายความว่าใครบางคนมองเห็นศักยภาพในตัวคุณ

    แน่นอนว่าองค์กรและผู้บริหารไม่ได้ตัดสินใจถูกต้องเสมอไป แต่โอกาสต่าง ๆ มักไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล

    ทักษะ ประสบการณ์ ทัศนคติ ศักยภาพ หรือผลงานที่ผ่านมา อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณได้รับโอกาสนั้น

    คุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าทางอาชีพทั้งหมดของตัวเองในทุก ๆ วัน เเต่ให้โฟกัสกับการ เรียนรู้ สร้างผลงาน และเติบโต


    Action Plan ง่าย ๆ เพื่อรับมือกับ Imposter Syndrome

    หากตอนนี้คุณกำลังรู้สึกไม่มั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางอาชีพ ลองใช้แนวทาง 5 ขั้นตอนนี้

    Step 1: ระบุความคิด

    เขียนความคิดที่กำลังทำให้คุณสงสัยในตัวเองออกมา

    ตัวอย่างเช่น: “ฉันมีประสบการณ์ไม่มากพอที่จะประสบความสำเร็จในตำแหน่งนี้”


    Step 2: ท้าทายความคิดนั้น

    ถามตัวเองว่า: “มีหลักฐานอะไรที่สนับสนุนความคิดนี้ และมีหลักฐานอะไรที่ขัดแย้งกับมัน?”


    Step 3: ปรับมุมมองใหม่

    ลองสร้างมุมมองที่สมดุลมากขึ้น: 

    “มีบางด้านที่ฉันยังต้องเรียนรู้ แต่ฉันก็มีประสบการณ์และทักษะที่สามารถนำมาต่อยอดได้”


    Step 4: กลับไปดู Wins repository

    ย้อนดูโปรเจกต์ ความท้าทาย และความสำเร็จที่สะท้อนความสามารถของคุณ


    Step 5: ลงมือทำหนึ่งอย่าง

    เลือกการกระทำหนึ่งอย่างที่ช่วยให้คุณเดินหน้าต่อ อาจเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ขอ Feedback พูดคุยกับ Mentor หรือทดลองรับผิดชอบงานที่ท้าทายขึ้นเล็กน้อย


    คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึก “พร้อม” ก่อนจึงจะเติบโตได้

    การเปลี่ยนแปลงทางอาชีพอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เพราะมันบังคับให้เราออกจากสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและพัฒนาความสามารถใหม่ ๆ

    ความสงสัยในตัวเองอาจเกิดขึ้นเมื่อคุณเริ่มงานใหม่ เปลี่ยนอุตสาหกรรม หรือก้าวเข้าสู่บทบาทผู้นำ แต่ การรู้สึกไม่มั่นใจไม่ได้หมายความว่าคุณตัดสินใจผิด

    บางครั้ง ความไม่แน่นอนอาจเป็นเพียงสัญญาณว่าคุณกำลังเข้าสู่ช่วงใหม่ของการเติบโต

    แทนที่จะถามว่า “ฉันเป็นคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้แล้วหรือยัง?”

    ลองโฟกัสกับคำถามว่า “ฉันอยากเติบโตไปเป็นคนแบบไหน?”

    คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างในวันนี้ เเต่สิ่งที่คุณต้องมีคือ ความพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไป


    ก้าวต่อไปในเส้นทางอาชีพกับ Jobcadu

    คุณไม่จำเป็นต้องรับมือกับทุกความท้าทายในอาชีพเพียงลำพัง

    ไม่ว่าคุณกำลังเริ่มงานใหม่ เตรียมตัวก้าวสู่บทบาทผู้นำ เปลี่ยนสายอาชีพ หรือเพียงแค่รู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับก้าวต่อไป การพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์สามารถช่วยให้คุณมองเห็นสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น

    เชื่อมต่อกับ Career Coach ที่ได้รับการรับรองจาก Jobcadu และจอง 1-on-1 Coaching Session เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะกับเป้าหมาย การพัฒนา และเส้นทางอาชีพของคุณ



    Wellbeing

    สารบัญ

    ไม่พบหัวข้อในบทความนี้

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    วิธีจัดการเงินจาก “เงินเดือนแรก” ของคุณ
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    วิธีจัดการเงินจาก “เงินเดือนแรก” ของคุณ
    Sunday Scaries: เลิกกังวลเรื่องวันจันทร์ จนทำลายวันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณ
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    Sunday Scaries: เลิกกังวลเรื่องวันจันทร์ จนทำลายวันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณ
    รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอในงานแรก? คุณอาจไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอในงานแรก? คุณอาจไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น
    3 คาเฟ่ กรุงเทพฯ–ปริมณฑล เอาใจสาย Work Remote ทำงานได้จริง!
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    3 คาเฟ่ กรุงเทพฯ–ปริมณฑล เอาใจสาย Work Remote ทำงานได้จริง!
    ที่เที่ยวต่างประเทศใกล้ไทยในเอเชีย พักจากการทำงาน เที่ยวส่งท้ายปีแบบชาร์จพลัง
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    ที่เที่ยวต่างประเทศใกล้ไทยในเอเชีย พักจากการทำงาน เที่ยวส่งท้ายปีแบบชาร์จพลัง
    มื้อกลางวันกินอะไรดี?  คู่มือ 5-Minute Offix สำหรับชาวออฟฟิศ
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    มื้อกลางวันกินอะไรดี? คู่มือ 5-Minute Offix สำหรับชาวออฟฟิศ
    เลขประจําตัวผู้เสียภาษี ดูจากไหน? รู้ไว้ใช้ได้หลายเรื่องกว่าที่คิด
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    เลขประจําตัวผู้เสียภาษี ดูจากไหน? รู้ไว้ใช้ได้หลายเรื่องกว่าที่คิด