Jobcadu
การเริ่มงานใหม่อาจเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น การได้รับการเลื่อนตำแหน่งอาจเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ และการเปลี่ยนสายอาชีพก็อาจเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ
แต่ช่วงเวลาเหล่านี้ก็อาจมาพร้อมกับความรู้สึกที่หลายคนคาดไม่ถึงว่า
“จริง ๆ แล้วเรามีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับงานนี้หรือเปล่า?”
คุณอาจเพิ่งเริ่มงานใหม่และรู้สึกว่าทุกคนรอบตัวเข้าใจงานมากกว่าคุณ หรืออาจเพิ่งได้รับตำแหน่งผู้จัดการและเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า คุณพร้อมจริงหรือไม่ที่จะบริหารทีม
หรือบางทีคุณอาจกำลังเปลี่ยนสายงานและกังวลว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาจะไม่สามารถนำมาใช้กับอุตสาหกรรมใหม่ได้
ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอาชีพ แม้แต่คนที่มีความสามารถและประสบการณ์สูงก็สามารถเผชิญกับ Imposter Syndrome หรือความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งอย่างที่คนอื่นคิด และวันหนึ่งคนอื่นอาจค้นพบว่าเรา “ไม่ได้เก่งจริงอย่างที่คิด”
แต่ข่าวดีคือ การรู้สึกไม่มั่นใจไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีความสามารถ
บางครั้ง มันอาจหมายความง่าย ๆ ว่า คุณกำลังทำสิ่งใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย
การเปลี่ยนแปลงในอาชีพมักพาเราออกจาก Comfort Zone
เมื่อคุณทำงานในตำแหน่งเดิมมาหลายปี คุณจะคุ้นเคยกับหน้าที่ ระบบ เพื่อนร่วมงาน และความคาดหวังต่าง ๆ คุณรู้ว่าต้องทำอะไร เพราะคุณมีเวลาสั่งสมทั้งความรู้และความมั่นใจ
แต่การเปลี่ยนแปลงในอาชีพสามารถทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
คุณอาจกลายเป็น:
พนักงานใหม่ในบริษัทที่ไม่คุ้นเคย
ผู้จัดการเป็นครั้งแรก
คนทำงานที่กำลังเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่
ผู้ที่ได้รับผิดชอบงานที่ไม่เคยทำมาก่อน
ผู้เชี่ยวชาญที่กำลังก้าวเข้าสู่บทบาทผู้นำ
ทันใดนั้น คุณอาจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดในห้องอีกต่อไป
สิ่งนี้อาจทำให้คุณเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์มากกว่าในสภาพแวดล้อมนั้น และคุณอาจให้ความสนใจกับทุกสิ่งที่ตัวเอง “ยังไม่รู้” จนลืมไปว่าทักษะและประสบการณ์อะไรบ้างที่ทำให้คุณมาถึงจุดนี้ได้
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่การเปลี่ยนแปลงทางอาชีพสามารถนำไปสู่ Imposter Syndrome ได้
หนึ่งในวิธีที่ช่วยจัดการกับ Imposter Syndrome ได้ คือการลองสำรวจความคิดที่อยู่เบื้องหลังความรู้สึกเหล่านั้น
ลองจินตนาการว่าคุณเพิ่งเริ่มตำแหน่งผู้นำใหม่ คุณอาจคิดว่า
“ฉันยังไม่รู้ทุกอย่างเลย บางทีฉันอาจยังไม่พร้อมสำหรับการเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้”
แต่ลองมองสถานการณ์เดียวกันในอีกมุมหนึ่ง
“ฉันยังไม่รู้ทุกอย่าง เพราะฉันกำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้”
ทั้งสองความคิดพูดถึงสถานการณ์เดียวกัน แต่สามารถนำไปสู่ความรู้สึกและการตอบสนองที่แตกต่างกันอย่างมาก
ความคิดแรกมองว่าการไม่รู้ทุกอย่างทันทีคือหลักฐานของความล้มเหลว
ในขณะที่ความคิดที่สองยอมรับว่า การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต
การเริ่มงานใหม่ย่อมมาพร้อมกับช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ คุณไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะต้องเข้าใจทุกระบบ แก้ไขทุกปัญหา หรือมีคำตอบสำหรับทุกเรื่องตั้งแต่วันแรก
แทนที่จะถามตัวเองว่า
“ฉันเก่งพอแล้วหรือยัง?”
ลองเปลี่ยนเป็นคำถามเหล่านี้:
ฉันสามารถเรียนรู้อะไรจากสถานการณ์นี้?
ฉันมีทักษะอะไรอยู่แล้วที่สามารถนำมาใช้ได้?
ฉันต้องพัฒนาความรู้อะไรเพิ่มเติม?
ฉันสามารถเรียนรู้จากใครได้บ้าง?
ฉันจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้อย่างไร?
แนวทางนี้เรียกว่า Cognitive Restructuring หรือการปรับโครงสร้างความคิด ซึ่งเป็นกระบวนการมองหาความคิดที่ไม่เป็นประโยชน์และเปลี่ยนให้เป็นมุมมองที่สมดุลและเป็นจริงมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น

เป้าหมายไม่ใช่การหลอกตัวเองว่าคุณสมบูรณ์แบบ แต่คือการตระหนักว่า การไม่มีประสบการณ์ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีความสามารถ
เมื่อเรากำลังเผชิญกับ Imposter Syndrome สมองของเราอาจจดจำความผิดพลาดได้เก่งมาก แต่กลับจดจำความสำเร็จของตัวเองได้น้อยกว่าที่ควร
คุณอาจจำได้ว่าการนำเสนอครั้งหนึ่งไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง แต่กลับลืมไปว่าก่อนหน้านั้นคุณสามารถทำโปรเจกต์สำเร็จมาแล้วถึง 5 โปรเจกต์
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสร้าง wins repository หรือ “คลังเก็บความสำเร็จ” จึงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์
Wins Repository อาจเป็นเอกสาร Note หรือโฟลเดอร์ดิจิทัลที่คุณใช้บันทึกความสำเร็จในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ
คุณสามารถบันทึก:
โปรเจกต์ที่ทำสำเร็จ
Feedback เชิงบวกจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน
ปัญหาที่คุณช่วยแก้ไข
สถานการณ์ยาก ๆ ที่คุณสามารถรับมือได้
ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่คุณมีส่วนช่วยสร้าง
ทักษะใหม่ที่คุณเรียนรู้
เป้าหมายที่คุณทำสำเร็จ
Feedback จากลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ
การเลื่อนตำแหน่งหรือหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่
ความท้าทายที่คุณสามารถก้าวข้ามมาได้
สิ่งสำคัญคือควรบันทึกความสำเร็จให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม
แทนที่จะเขียนว่า:
“ทำแคมเปญการตลาด”
ลองเขียนว่า:
“มีส่วนช่วยพัฒนาแคมเปญ Social Media ที่เพิ่ม Engagement และสร้าง Lead ใหม่ให้กับธุรกิจ”
แทนที่จะเขียนว่า:
“มีทักษะด้านการบริหารโปรเจกต์”
ลองเขียนว่า:
“ประสานงานโปรเจกต์ที่มี 3 ทีมร่วมกัน และสามารถดำเนินงานให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด”
เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นหลักฐานที่ช่วยสะท้อนความสามารถในการทำงานของคุณ
ความมั่นใจไม่ได้เกิดจากการบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “ฉันเก่ง”
บางครั้ง ความมั่นใจเกิดจากการมองย้อนกลับไปที่ หลักฐานจริง
เมื่อความสงสัยในตัวเองเกิดขึ้น Wins Repository สามารถช่วยให้คุณกลับมาถามตัวเองว่า:
ก่อนหน้านี้ฉันเคยรับมือกับอะไรสำเร็จบ้าง?
ฉันเคยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?
ในช่วงปีที่ผ่านมา ฉันเติบโตขึ้นอย่างไร?
ฉันเคยได้รับ Feedback เชิงบวกอะไรบ้าง?
ความท้าทายอะไรที่ครั้งหนึ่งเคยยาก แต่ตอนนี้ฉันสามารถรับมือได้แล้ว?
คุณอาจค้นพบว่า จริง ๆ แล้วคุณมีความสามารถมากกว่าที่คุณกำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่คนทำงานมักทำระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางอาชีพ คือการเข้าใจผิดว่า การยังไม่คุ้นเคย ไม่ได้เเปลว่าคุณไม่มีความสามารถ
ลองนึกภาพว่าคุณเพิ่งเข้าทำงานในบริษัทใหม่
คุณอาจยังไม่เข้าใจ:
วัฒนธรรมองค์กร
ระบบภายใน
รูปแบบการสื่อสารของทีม
คำศัพท์เฉพาะในอุตสาหกรรม
ความคาดหวังของลูกค้า
กระบวนการทำงานของบริษัท
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีความสามารถในการทำงาน มันเพียงหมายความว่าคุณยังใหม่กับสภาพแวดล้อมนี้
ในทำนองเดียวกัน ผู้จัดการมือใหม่อาจยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับบทสนทนาที่ยากหรือความท้าทายด้านการบริหารทีมทุกประเภทอย่างไร
นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ควรได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เพราะภาวะผู้นำก็เป็นทักษะที่พัฒนาได้ผ่านประสบการณ์เช่นกัน
เมื่อรู้สึกไม่มั่นใจ ลองถามตัวเองว่า
“ฉันไม่มีความสามารถจริง ๆ หรือฉันแค่ยังไม่มีประสบการณ์ในสถานการณ์นี้?”
คำตอบของคำถามนี้สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมาก
คุณอาจมีประสบการณ์ที่สามารถนำไปต่อยอดกับงานใหม่ได้มากมาย เพียงแต่กำลังลืมมองเห็นคุณค่าของมัน
ตัวอย่างเช่น:
ครูที่เปลี่ยนมาทำ Corporate Training มีพื้นฐานด้านการสื่อสารและการเรียนรู้
พนักงานขายที่เปลี่ยนมาทำ Business Development อาจมีทักษะด้านการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
นักการตลาดที่ก้าวเข้าสู่บทบาทผู้จัดการอาจมีพื้นฐานด้านกลยุทธ์และการสื่อสารกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Operations ที่เปลี่ยนมาทำ Project Management อาจมีประสบการณ์ด้านการวางแผนและแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว
การเปลี่ยนสายอาชีพอาจหมายถึงการต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณกำลังเริ่มต้นจากศูนย์
การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอาจเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อคุณเริ่มงานใหม่
คุณอาจมองเพื่อนร่วมงานแล้วคิดว่า
“เขาพูดในที่ประชุมได้อย่างมั่นใจมาก”
แต่คุณอาจไม่เห็นประสบการณ์กว่า 10 ปีที่อยู่เบื้องหลังความมั่นใจนั้น คุณอาจกำลังเปรียบเทียบเดือนแรกของตัวเองในตำแหน่งผู้นำกับคนที่บริหารทีมมาหลายปีแล้ว
การเปรียบเทียบแบบนี้มองข้ามความจริงที่สำคัญอย่างหนึ่ง: ทุกคนเคยเป็นมือใหม่มาก่อน
แทนที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่มีประสบการณ์มากที่สุดในห้อง ลองวัดความก้าวหน้าของตัวเองกับ “ตัวคุณในอดีต”
ลองถามว่า:
วันนี้ฉันเข้าใจอะไรที่เมื่อ 3 เดือนก่อนยังไม่เข้าใจ?
ฉันรับมือกับความท้าทายอะไรได้ดีขึ้น?
ฉันพัฒนาทักษะอะไรใหม่?
ฉันมีความก้าวหน้าในด้านใดบ้าง?
การพัฒนาอาชีพไม่ได้หมายถึงการต้องเก่งอย่างสมบูรณ์แบบในทันที แต่คือการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
คุณไม่จำเป็นต้องผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงทางอาชีพเพียงลำพัง
หนึ่งในทรัพยากรที่มีคุณค่ามากในช่วงที่อาชีพกำลังเปลี่ยนแปลง คือการมีใครสักคนที่สามารถช่วยให้มุมมองกับสถานการณ์ของคุณ
คนคนนั้นอาจเป็น Mentor หัวหน้า ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม หรือ Career Coach
Mentor สามารถแบ่งปันมุมมองจากประสบการณ์การทำงานของตัวเอง และช่วยให้คุณ:
เข้าใจความคาดหวังของอุตสาหกรรม
เรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขา
รับมือกับความท้าทายในที่ทำงาน
สร้างความสัมพันธ์ทางวิชาชีพ
พัฒนาทักษะใหม่
มองสถานการณ์ในอาชีพได้อย่างสมจริงมากขึ้น
บางครั้ง เพียงแค่ได้รู้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคนอื่นก็เคยรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ก็สามารถช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้
Career Coach สามารถให้คำแนะนำอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายและความท้าทายเฉพาะของคุณ
ตัวอย่างเช่น Coach สามารถช่วยคุณ:
ค้นหาจุดแข็งในการทำงาน
ทำความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอาชีพ
เตรียมตัวสำหรับบทบาทผู้นำใหม่
สร้างความมั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางอาชีพ
พัฒนากลยุทธ์เพื่อรับมือกับความท้าทาย
วาง Action Plan สำหรับก้าวต่อไปในอาชีพ
เป้าหมายไม่ใช่การให้คนอื่นตัดสินใจเรื่องอาชีพแทนคุณ
แต่การได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมสามารถช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์ มองเห็นทางเลือก และเดินหน้าต่อไปด้วยความชัดเจนมากขึ้น
บางครั้ง ความมั่นใจก็เติบโตขึ้นเมื่อเราได้พูดคุยเกี่ยวกับความท้าทายกับคนที่สามารถมองสถานการณ์จากมุมมองภายนอกได้
หลายคนเชื่อว่าต้องมีความมั่นใจก่อนจึงจะลงมือทำได้
พวกเขาอาจคิดว่า:
“ถ้าฉันมั่นใจกว่านี้ ฉันจะกล้าพูดในที่ประชุม”
“ถ้าฉันพร้อมกว่านี้ ฉันจะสมัครตำแหน่งที่สูงขึ้น”
“ถ้าฉันหายกังวล ฉันจะลองรับผิดชอบโปรเจกต์ใหญ่”
แต่ในความเป็นจริง ความมั่นใจอาจเกิดขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม
การลงมือทำสามารถสร้างความมั่นใจได้
คุณลองทำบางสิ่ง คุณได้รับประสบการณ์ คุณค้นพบว่าตัวเองสามารถรับมือกับมันได้มากกว่าที่คิด และความมั่นใจก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น
คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทันที
ลองเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น:
แสดงความคิดเห็นหนึ่งอย่างในที่ประชุม
ถามคำถามเมื่อคุณต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม
อาสารับผิดชอบงานใหม่
พูดคุยกับคนในอุตสาหกรรมที่คุณสนใจ
เรียนรู้ทักษะใหม่หนึ่งอย่าง
ขอ Feedback เกี่ยวกับผลงานของคุณ
ประสบการณ์เล็ก ๆ เหล่านี้สามารถค่อย ๆ สร้างหลักฐานให้คุณเห็นว่า คุณสามารถรับมือกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้
เมื่อ Imposter Syndrome เริ่มรุนแรงขึ้น ลองหยุดและถามตัวเองด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า
“ทำไมฉันถึงมาอยู่ตรงนี้?”
หากคุณได้รับการว่าจ้าง ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือได้รับโอกาสใหม่ นั่นหมายความว่าใครบางคนมองเห็นศักยภาพในตัวคุณ
แน่นอนว่าองค์กรและผู้บริหารไม่ได้ตัดสินใจถูกต้องเสมอไป แต่โอกาสต่าง ๆ มักไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
ทักษะ ประสบการณ์ ทัศนคติ ศักยภาพ หรือผลงานที่ผ่านมา อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณได้รับโอกาสนั้น
คุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าทางอาชีพทั้งหมดของตัวเองในทุก ๆ วัน เเต่ให้โฟกัสกับการ เรียนรู้ สร้างผลงาน และเติบโต
หากตอนนี้คุณกำลังรู้สึกไม่มั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางอาชีพ ลองใช้แนวทาง 5 ขั้นตอนนี้
เขียนความคิดที่กำลังทำให้คุณสงสัยในตัวเองออกมา
ตัวอย่างเช่น: “ฉันมีประสบการณ์ไม่มากพอที่จะประสบความสำเร็จในตำแหน่งนี้”
ถามตัวเองว่า: “มีหลักฐานอะไรที่สนับสนุนความคิดนี้ และมีหลักฐานอะไรที่ขัดแย้งกับมัน?”
ลองสร้างมุมมองที่สมดุลมากขึ้น:
“มีบางด้านที่ฉันยังต้องเรียนรู้ แต่ฉันก็มีประสบการณ์และทักษะที่สามารถนำมาต่อยอดได้”
ย้อนดูโปรเจกต์ ความท้าทาย และความสำเร็จที่สะท้อนความสามารถของคุณ
เลือกการกระทำหนึ่งอย่างที่ช่วยให้คุณเดินหน้าต่อ อาจเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ขอ Feedback พูดคุยกับ Mentor หรือทดลองรับผิดชอบงานที่ท้าทายขึ้นเล็กน้อย
การเปลี่ยนแปลงทางอาชีพอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เพราะมันบังคับให้เราออกจากสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและพัฒนาความสามารถใหม่ ๆ
ความสงสัยในตัวเองอาจเกิดขึ้นเมื่อคุณเริ่มงานใหม่ เปลี่ยนอุตสาหกรรม หรือก้าวเข้าสู่บทบาทผู้นำ แต่ การรู้สึกไม่มั่นใจไม่ได้หมายความว่าคุณตัดสินใจผิด
บางครั้ง ความไม่แน่นอนอาจเป็นเพียงสัญญาณว่าคุณกำลังเข้าสู่ช่วงใหม่ของการเติบโต
แทนที่จะถามว่า “ฉันเป็นคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้แล้วหรือยัง?”
ลองโฟกัสกับคำถามว่า “ฉันอยากเติบโตไปเป็นคนแบบไหน?”
คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างในวันนี้ เเต่สิ่งที่คุณต้องมีคือ ความพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไป
คุณไม่จำเป็นต้องรับมือกับทุกความท้าทายในอาชีพเพียงลำพัง
ไม่ว่าคุณกำลังเริ่มงานใหม่ เตรียมตัวก้าวสู่บทบาทผู้นำ เปลี่ยนสายอาชีพ หรือเพียงแค่รู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับก้าวต่อไป การพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์สามารถช่วยให้คุณมองเห็นสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น
เชื่อมต่อกับ Career Coach ที่ได้รับการรับรองจาก Jobcadu และจอง 1-on-1 Coaching Session เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะกับเป้าหมาย การพัฒนา และเส้นทางอาชีพของคุณ
ไม่พบหัวข้อในบทความนี้