“ทำงานก็แฮปปี้ ใช้ชีวิตก็แฮปปี้” เจาะลึก Work-life Balance ที่คนทำงานยุคใหม่ต้องรู้เเละ 5 บริษัทที่ใส่ใจ Work-life Balance แบบสุด ๆ

โพสต์เมื่อ September 2, 2025

Wellbeing

แท็ก:

Work-Life Balance
Well-being
health
Mental Health
“ทำงานก็แฮปปี้ ใช้ชีวิตก็แฮปปี้” เจาะลึก Work-life Balance ที่คนทำงานยุคใหม่ต้องรู้เเละ 5 บริษัทที่ใส่ใจ Work-life Balance แบบสุด ๆ

Work-life Balance คืออะไร

Work-life Balance คือ การสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว ให้ทั้งสองด้านมีสัดส่วนที่พอดีกัน ไม่ทับซ้อนหรือเบียดเบียนกันมากเกินไป โดยจะเน้นไปที่การจัดการเวลา และแบ่งความรับผิดชอบ เพื่อให้คนเรามีทั้งความก้าวหน้าในอาชีพ และความสุขในชีวิต

ทำไม Work-life Balance ถึงสำคัญ

  • ลดความเครียดและภาวะหมดไฟ (Burnout)

  • ส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ

  • ทำให้มีเวลาให้ครอบครัว เพื่อน และการดูแลตัวเอง

  • เพิ่มแรงบันดาลใจและความพอใจในงาน

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อขาด Work-life Balance

  • ด้านร่างกาย: อดนอน สุขภาพแย่ เจ็บป่วยง่าย

  • ด้านจิตใจ: ความเครียดสะสม อารมณ์หงุดหงิดง่าย

  • ด้านสังคม: ขาดเวลาให้ครอบครัวและเพื่อน ทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหิน

  • ด้านการทำงาน: ประสิทธิภาพของการทำงานลดลง ขาดความคิดสร้างสรรค์ และเสี่ยงต่อการลาออก


วิธีสร้าง Work-life Balance ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์

  • วางแผนการทำงานและการพักผ่อนให้ชัดเจน

  • ตั้งขอบเขตเวลางาน-เวลาส่วนตัว

  • ใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น Calendar, To-do list

  • จัดสรรเวลาสำหรับกิจกรรมที่ชอบ เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ

  • รู้จักปฏิเสธงานหรือสิ่งที่เกินกำลัง

  • ฝึก Mindfulness เพื่อให้ใจสงบและโฟกัสกับปัจจุบัน

ตัวอย่างนโยบาย Work-life Balance ในบริษัทที่น่าสนใจ

  • Flexible Hours: เลือกเวลาเข้างาน-เลิกงานได้

  • Hybrid Work: ทำงานผสมระหว่างออฟฟิศและที่บ้าน

  • Wellness Program: สนับสนุนสุขภาพ เช่น โยคะ กิจกรรมออกกำลังกาย

  • Day-off Policy: วันหยุดพิเศษ เช่น Birthday Leave, Mental Health Day

  • Family-friendly Policy: สนับสนุนเวลาสำหรับครอบครัว เช่น การลาคลอด/เลี้ยงลูก

ตัวอย่างสวัสดิการ Work-life Balance จาก 5 องค์กรใหญ่

1. Google 

  • อาหารฟรี 3 มื้อคุณภาพสูงทุกวัน

  • รถรับ-ส่งพนักงานพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก

  • ห้องพักผ่อน / ห้องนอนกลางวัน

  • แพทย์ประจำบริษัท + ช่างตัดผมในออฟฟิศ

  • นโยบาย 20% Time ให้เวลาพนักงานไปคิดโปรเจกต์ที่สนใจ

2. PTT 

  • ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่คุ้มค่า

  • วัฒนธรรมการทำงานแบบครอบครัว เน้นเคารพความต่าง

  • ส่งเสริมความหลากหลายและความเท่าเทียมทุกเพศ วัย และภูมิหลัง

  • โอกาสโยกย้ายสายงานภายในองค์กร เพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสม

3. SCG 

  • Flexible Benefits เลือกจัดสรรงบสวัสดิการเองได้

  • Fitness center พรีเมียม + สนามกีฬา + คลาสออกกำลังกายหลังเลิกงาน

  • ชั่วโมงพัฒนาตนเองกว่า 155 ชั่วโมง/ปี

  • ทุนเรียนต่อกับ Top 10 University ระดับโลก

4. Agoda 

  • ทำงานที่บ้านได้ 3 วัน/สัปดาห์ และ Work from Anywhere ได้ 30 วัน/ปี

  • วันลาพักร้อนเริ่มต้น 15 วัน/ปี

  • ส่วนลดที่พักทั่วโลกจากโรงแรมพาร์ทเนอร์

  • โอกาสทำงานกับเพื่อนร่วมงานกว่า 90 สัญชาติ

5. Unilever 

  • เข้างานออฟฟิศเพียง 2 วัน/สัปดาห์ ที่เหลือทำงานจากที่ไหนก็ได้

  • No Meeting Friday ไม่มีการประชุมวันศุกร์

  • ออฟฟิศมีคาเฟ่และห้องออกกำลังกายสำหรับพักผ่อน

  • วัฒนธรรมดูแลพนักงานให้อยู่กับองค์กรระยะยาว

จะเห็นได้ว่าองค์กรชั้นนำเหล่านี้ไม่ได้ให้แค่ “เงินเดือนสูง” แต่ยังสร้างสภาพแวดล้อมและนโยบายที่เอื้อให้พนักงาน ทำงานอย่างมีความสุขและใช้ชีวิตอย่างสมดุล จริง ๆ


แนวโน้ม Work-life Balance ในอนาคต

  • Hybrid Work จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่

  • Workation การทำงานควบคู่การท่องเที่ยว เริ่มได้รับความนิยม

  • การใช้ AI และ Automation มาช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพื่อให้พนักงานมีเวลาโฟกัสสิ่งที่สำคัญจริง ๆ

  • บริษัทหันมาใส่ใจสุขภาพจิตพนักงานมากขึ้น เช่น การให้คำปรึกษา (Counseling)

Work-life Balance ไม่ใช่เรื่องของ “เวลาทำงานน้อยลง” แต่คือการจัดการชีวิตให้ลงตัว เพื่อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ยิ่งในยุคที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงเร็ว ความสามารถในการสร้างสมดุลนี้จึงกลายเป็น ทักษะสำคัญของคนทำงานยุคใหม่


อยากทำงานกับองค์กรที่ใส่ใจ Work-life Balance แบบนี้ สมัครเลยที่ Jobcadu

reference


อาชีพที่เกี่ยวข้อง