โพสต์เมื่อ September 8, 2025
Wellbeing
แท็ก:
เวลาพูดถึงคำว่า “จิตแพทย์” หลายคนอาจเผลอคิดไปว่า ต้องเป็นโรคร้ายแรง หรือมีปัญหาหนักมากเท่านั้นถึงจะไปหาหมอได้ แต่ความจริงแล้ว จิตแพทย์คือหมอที่ช่วยดูแลใจเรา เหมือนที่หมอทั่วไปช่วยดูแลร่างกาย และใคร ๆ ก็สามารถไปพบได้เมื่อรู้สึกว่า “ไม่ไหวแล้ว” บทความนี้จะพาไปรู้จักว่า เมื่อไหร่ควรไปพบจิตแพทย์ ค่าใช้จ่ายเป็นยังไง และเราจะเตรียมตัวอย่างไรให้สบายใจมากที่สุด

ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงจุดวิกฤตถึงจะไปหาหมอ ใครที่มีอาการเหล่านี้สามารถปรึกษาจิตแพทย์ได้เลย
รู้สึกเศร้า เครียด กังวล ต่อเนื่องยาวนานจนกระทบชีวิตประจำวัน
นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือทำกิจกรรมที่เคยชอบไม่ได้
มีอาการตื่นตระหนก หวาดกลัว หรือหงุดหงิดบ่อยผิดปกติ
มีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือรู้สึกว่าไม่มีคุณค่า
ใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ หรือพฤติกรรมบางอย่างเพื่อกลบปัญหา
ถ้าเข้าข่ายสักข้อสองข้อ อย่าลังเลที่จะไปพบจิตแพทย์ เพราะยิ่งไปเจอเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสฟื้นตัวเร็วเช่นกัน
เรื่องค่าใช้จ่ายอาจทำให้หลายคนกังวล แต่จริง ๆ แล้วมีทางเลือกหลายแบบ
โรงพยาบาลรัฐ – ค่ารักษาไม่แพง ใช้สิทธิบัตรทอง/ประกันสังคมได้ ครอบคลุมทั้งค่าพบแพทย์และยาบางส่วน
โรงพยาบาลเอกชน – ค่าใช้จ่ายต่อครั้งอาจเริ่มตั้งแต่ 1,000–3,000 บาท ขึ้นอยู่กับแพทย์และโรงพยาบาล
สิทธิประกันสุขภาพ – บางบริษัทประกันครอบคลุมค่าพบจิตแพทย์และค่ายา ลองตรวจสอบเงื่อนไขจากกรมธรรม์ที่มีอยู่
พูดง่าย ๆ คือ ใครก็ตามที่อยากไปพบจิตแพทย์ สามารถเริ่มได้ตั้งแต่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะเสมอไป

การไปพบจิตแพทย์ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก แต่มีบางอย่างที่ช่วยให้การพูดคุยง่ายขึ้น
จดบันทึกอาการที่เป็น เช่น รู้สึกเศร้ามานานแค่ไหน นอนวันละกี่ชั่วโมง
ลองคิดดูว่ามีเหตุการณ์หรือช่วงเวลาไหนที่อาการรุนแรงขึ้น
เตรียมรายชื่อยาที่ใช้อยู่ (ถ้ามี) รวมถึงประวัติการเจ็บป่วยอื่น ๆ
สำคัญที่สุดคือ “เปิดใจ” เพราะจิตแพทย์ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสิน แต่มีหน้าที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและหาทางออกที่เหมาะสม

วิธีการดูแลสุขภาพจิตให้ห่างไกลจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องยาก หากเราใส่ใจและหมั่นดูแลตนเองในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง สิ่งแรกที่ควรให้ความสำคัญคือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยผู้ใหญ่ควรนอนวันละ 7–9 ชั่วโมง และควรเข้านอนช่วงเวลา 21.00–23.00 น. เพื่อให้ร่างกายและสมองได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ นอกจากการพักผ่อนแล้ว การรับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ก็มีส่วนช่วยบำรุงทั้งร่างกายและจิตใจ ควรเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ธัญพืช ผัก ผลไม้ ปลา และไขมันดี ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลของสารเคมีในสมองและส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะนอกจากช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้น หากรู้สึกกดดันหรือเครียด ควรหาคนที่ไว้ใจได้เพื่อพูดคุยและระบายความรู้สึก แทนที่จะเก็บเอาไว้คนเดียว ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี นอกจากนี้การรู้จักเว้นระยะจากโซเชียลมีเดียบ้าง โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเปรียบเทียบกับผู้อื่นจนเกิดความกดดัน ก็เป็นวิธีที่ช่วยให้ใจเราสงบขึ้น
สุดท้าย การฝึกสมาธิหรือการหายใจลึกๆ เป็นประจำอย่างน้อยวันละ 5–10 นาที จะช่วยให้เรารู้จักอยู่กับปัจจุบัน ลดความฟุ้งซ่าน และปรับอารมณ์ให้สมดุลได้ดีขึ้น เมื่อปฏิบัติสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่จะช่วยให้สุขภาพจิตของเราแข็งแรงขึ้น แต่ยังช่วยเสริมคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นด้วย
การไปพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือการยอมรับว่าตัวเองกำลังต้องการความช่วยเหลือ เหมือนเวลาที่เราป่วยก็ต้องไปหาหมอ การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็น “การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ของเราเอง และถ้าสนใจบทความดีๆแบบนี้ สามารถเข้ามาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Jobcadu