เคยไหม? เจอหัวหน้า 2 คนที่มีสไตล์การทำงานต่างกันสุด ๆ
คนหนึ่งให้คำสั่งและความคาดหวังที่ชัดเจน พร้อมเช็กงานเป็นระยะ คุณรู้ตลอดว่าต้องทำอะไร แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าแทบไม่มีพื้นที่ให้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
อีกคนให้อิสระเต็มที่ เชื่อใจให้คุณจัดการงานด้วยตัวเอง แต่บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “นี่เราทำถูกทางหรือเปล่านะ?”
จริง ๆ แล้วไม่มีหัวหน้าคนไหนที่ดีหรือแย่กว่าเสมอไป
พวกเขาเพียงแค่มี สไตล์การเป็นผู้นำ (leadership style) ที่แตกต่างกัน

และมีเรื่องหนึ่งที่น่าคิดคือ
ผู้นำที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ผู้นำที่เหมาะกับทุกคน
บางคนทำงานได้ดีเมื่อหัวหน้าให้ทิศทางที่ชัดเจน บางคนกลับทำผลงานได้ดีที่สุดเมื่อได้รับอิสระในการตัดสินใจ บางคนต้องการ Feedback อยู่บ่อย ๆ ขณะที่บางคนชอบทำงานด้วยตัวเองและเข้ามาอัปเดตเมื่อจำเป็น
การเข้าใจว่า คุณทำงานได้ดีที่สุดภายใต้ผู้นำแบบไหน จึงช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น และสามารถตัดสินใจเรื่องเส้นทางอาชีพได้อย่างตั้งใจมากขึ้น
Leadership style หรือสไตล์การเป็นผู้นำ คือวิธีที่ผู้นำใช้ในการสื่อสาร ตัดสินใจ มอบหมายงาน ให้ Feedback และสนับสนุนทีม
ตลอดเส้นทางการทำงาน คุณอาจได้เจอกับหัวหน้าที่มีสไตล์แตกต่างกันไป
บางคนมีโครงสร้างและคำสั่งที่ชัดเจน บางคนทำหน้าที่คล้ายโค้ช บางคนเปิดโอกาสให้ทีมมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ขณะที่บางคนให้อิสระกับพนักงานอย่างมากในการเลือกวิธีทำงานของตัวเอง
ไม่มี Leadership Style ไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกสถานการณ์
สิ่งสำคัญคือ “ความเหมาะสม” (Fit)
สไตล์การเป็นผู้นำที่ช่วยกระตุ้นให้คนหนึ่งทำงานได้ดี อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้อีกคนรู้สึกอึดอัด
ตัวอย่างเช่น คนที่มีประสบการณ์และทำงานได้อย่างอิสระ อาจรู้สึกว่าถูกจำกัดเมื่อเจอหัวหน้าที่คอยตรวจสอบทุกรายละเอียด ในขณะที่คนที่เพิ่งเริ่มงานหรือยังไม่มีประสบการณ์ อาจรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อได้รับคำแนะนำและการดูแลอย่างใกล้ชิด
ดังนั้น ลองถามตัวเองว่า
“ผู้นำแบบไหนที่ช่วยให้ฉันทำงานได้ดีที่สุด?”

ผู้นำแบบ Directive จะให้คำแนะนำ ความคาดหวัง Deadline และลำดับความสำคัญที่ชัดเจน
พวกเขามักตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และอาจติดตามความคืบหน้าของงานอย่างใกล้ชิด
ชอบความคาดหวังที่ชัดเจน
ชอบโครงสร้างและลำดับความสำคัญที่แน่นอน
กำลังเริ่มต้นงานหรือเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่
รู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าต้องทำอะไรอย่างชัดเจน
ชอบให้มีคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย
สิ่งที่ต้องระวัง: หากคุณให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระ การได้รับคำสั่งหรือถูกติดตามมากเกินไปอาจทำให้รู้สึกเหมือนถูก Micromanage

ผู้นำแบบ Coaching ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน มากกว่าการบอกเพียงว่าต้องทำอะไร
พวกเขาอาจใช้คำถามเพื่อช่วยให้คุณคิด ให้ Feedback อย่างสม่ำเสมอ สนับสนุนให้คุณทบทวนการทำงาน และช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
ชอบเรียนรู้ผ่านประสบการณ์
ต้องการ Feedback อย่างสม่ำเสมอ
ให้ความสำคัญกับการเติบโตทั้งในด้านส่วนตัวและการทำงาน
อยากเข้าใจว่า “ทำไม” สิ่งนั้นถึงได้ผล
ชอบหัวหน้าที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาของคุณ
สิ่งที่ต้องระวัง: หากคุณต้องการคำตอบที่รวดเร็วและคำสั่งที่ชัดเจน การถูกชวนให้คิดและหาคำตอบด้วยตัวเองอาจรู้สึกช้ากว่าที่ต้องการ

ผู้นำแบบ Participative เปิดโอกาสให้พนักงานเสนอความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
การพูดคุยในทีม การระดมไอเดีย การทำงานร่วมกัน และการรับฟังมุมมองที่หลากหลายจึงเป็นส่วนสำคัญของสไตล์นี้
ชอบทำงานร่วมกับผู้อื่น
สนุกกับการแชร์ไอเดีย
ต้องการให้ความคิดเห็นของตัวเองได้รับการรับฟัง
รู้สึกมีแรงจูงใจเมื่อได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ชอบแก้ปัญหาไปพร้อมกับทีม
สิ่งที่ต้องระวัง: เมื่อมีหลายคนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การหาข้อสรุปอาจใช้เวลานานขึ้น

ผู้นำแบบ Empowering ให้อิสระกับพนักงานในระดับสูง
แทนที่จะควบคุมทุกขั้นตอน พวกเขาจะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ และเชื่อใจให้พนักงานเลือกวิธีการทำงานด้วยตัวเอง
มีแรงจูงใจในการทำงานด้วยตัวเอง
ชอบความเป็นอิสระ
ชอบตัดสินใจด้วยตัวเอง
มั่นใจในความเชี่ยวชาญของตัวเอง
ชอบให้วัดผลจากผลงานมากกว่าวิธีการทำงาน
สิ่งที่ต้องระวัง: หากคุณต้องการคำแนะนำหรือการยืนยันจากหัวหน้าอยู่บ่อย ๆ การได้รับอิสระมากเกินไปอาจทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้รับการสนับสนุน

ผู้นำแบบ Visionary ให้ความสำคัญกับภาพใหญ่
พวกเขาเชื่อมโยงงานในแต่ละวันเข้ากับเป้าหมายที่ใหญ่กว่า สื่อสารทิศทางที่ชัดเจน และกระตุ้นให้ทีมมองเห็นว่าองค์กรกำลังพยายามสร้างอะไร
ชอบงานที่มีเป้าหมาย
อยากเข้าใจภาพใหญ่ของสิ่งที่กำลังทำ
สนุกกับการสร้างหรือพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ
มีแรงจูงใจจากวิสัยทัศน์ที่มีความหมาย
ชอบมีอิสระในการหาวิธีที่จะมีส่วนร่วมกับเป้าหมาย
สิ่งที่ต้องระวัง: หากมี Vision ที่ชัดเจนแต่ไม่มีแนวทางปฏิบัติที่มากพอ คุณอาจรู้สึกว่า “แล้วตกลงฉันต้องเริ่มทำอะไร?”

แทนที่จะถามตัวเองเพียงว่า “ฉันชอบหัวหน้าคนนี้ไหม?” ลองถามคำถามที่เจาะจงมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการทำงานของตัวเอง
A. “บอกฉันเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง” → คุณอาจเหมาะกับ Directive Leader
B. “บอกเป้าหมายมา แล้วให้ฉันคิดวิธีเอง” → คุณอาจเหมาะกับ Empowering Leader
C. “มาคุยกันก่อนว่าเราควรทำอย่างไร” → คุณอาจเหมาะกับ Participative Leader
D. “ช่วยฉันคิดหน่อย และให้ Feedback ด้วย” → คุณอาจเหมาะกับ Coaching Leader
E. “บอกฉันหน่อยว่าทำไมโปรเจกต์นี้ถึงสำคัญ และเรากำลังพยายามไปถึงไหน” → คุณอาจเหมาะกับ Visionary Leader
แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงแบบเดียว คุณอาจชอบ Leadership Style ที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์
เช่น ตอนที่กำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ คุณอาจต้องการหัวหน้าที่คอยสนับสนุนและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อมีประสบการณ์และมั่นใจมากขึ้น คุณอาจต้องการอิสระในการตัดสินใจมากกว่าเดิม
และเมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้น ความต้องการเกี่ยวกับ Leadership Style ของคุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
ไม่มีข้อกำหนดว่าคุณต้องชอบ Leadership Style แบบเดิมไปตลอดเส้นทางการทำงาน
ความต้องการของคุณอาจเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น
คุณอาจให้ความสำคัญกับ: โครงสร้าง → ทิศทางที่ชัดเจน → Feedback
เมื่อกำลังเรียนรู้บทบาทหรืออุตสาหกรรมใหม่ การมีหัวหน้าที่ให้คำแนะนำสามารถช่วยให้คุณสร้างความมั่นใจได้ง่ายขึ้น
คุณอาจเริ่มให้ความสำคัญกับ: ความไว้วางใจ → อิสระ → การมีส่วนร่วมเชิงกลยุทธ์
เมื่อความเชี่ยวชาญของคุณเพิ่มขึ้น คุณอาจต้องการอิสระในการตัดสินใจและรับผิดชอบงานมากขึ้น

คุณอาจให้ความสำคัญกับ: การโค้ช → การทำงานร่วมกัน → Vision
เมื่อคุณเริ่มรับผิดชอบคนอื่น ความสัมพันธ์ของคุณกับ Leadership ก็อาจเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การหา Leadership Style ที่ “สมบูรณ์แบบ” เพียงหนึ่งเดียว
แต่คือการเข้าใจว่า ในแต่ละช่วงของอาชีพ คุณต้องการอะไรจากผู้นำเพื่อให้ตัวเองเติบโตได้ดีที่สุด
สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกระหว่าง “สไตล์ไม่ตรงกัน” กับ “ภาวะผู้นำที่ไม่ดีต่อสุขภาพ”
หัวหน้าที่ให้ Feedback บ่อย ไม่ได้แปลว่าเป็น Micromanager เสมอไป
หัวหน้าที่มีมาตรฐานสูง ไม่ได้แปลว่า Toxic เสมอไป
หัวหน้าที่ให้อิสระสูง ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ใส่ใจทีมเสมอไป
แต่ละคนมีความคาดหวังเกี่ยวกับวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หากเป็นพฤติกรรมที่ไม่เคารพหรือสร้างผลกระทบในทางลบอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น:
ทำให้พนักงานอับอายเป็นประจำ
ไม่เคารพขอบเขตที่สมเหตุสมผล
สร้างบรรยากาศที่ทำให้คนกลัวการทำผิด
เอาผลงานของลูกทีมไปเป็นผลงานของตัวเอง
ใช้อำนาจในทางที่ไม่เหมาะสม
สร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็น
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความแตกต่างด้าน Leadership Style แต่เป็นสัญญาณของ สภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
Leadership Style เป็นสิ่งที่คุณสามารถคิดและประเมินได้ ก่อนรับงาน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอให้เริ่มงานก่อนถึงจะรู้
ระหว่างสัมภาษณ์งาน คุณสามารถถามคำถามที่ช่วยให้เห็นว่า Manager หรือทีมมีวิธีทำงานอย่างไร
คำถามนี้ช่วยให้คุณเห็นภาพของวัฒนธรรมการให้ Feedback ในทีม
ช่วยให้คุณเข้าใจระดับ Autonomy ที่คุณจะได้รับ

ช่วยให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมนั้นเน้นการตัดสินใจโดยบุคคล การทำงานร่วมกัน หรือการตัดสินใจโดย Manager
ช่วยให้คุณเข้าใจทั้งความคาดหวังและระดับการสนับสนุนที่คุณจะได้รับ
คำถามนี้สามารถบอกอะไรได้มากเกี่ยวกับความปลอดภัยทางใจและวัฒนธรรมการบริหารจัดการของทีม
จำไว้ว่า: คุณไม่ได้เป็นฝ่ายถูกสัมภาษณ์โดยบริษัทเพียงฝ่ายเดียว คุณเองก็กำลังประเมินเช่นกันว่า สภาพแวดล้อมนี้เหมาะกับคุณหรือไม่

คุณไม่จำเป็นต้องรอจนเจอหัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก ถึงจะเริ่มคิดว่า Leadership Style แบบไหนเหมาะกับตัวเอง เเต่ให้ลองเริ่มจากการรู้จักตัวเองก่อน
ลองถามตัวเองว่า:
ฉันต้องการทิศทางแบบไหนเพื่อให้ทำงานได้ดีที่สุด?
ฉันต้องการอิสระในการทำงานมากแค่ไหน?
ฉันชอบรับ Feedback ในรูปแบบไหน?
ฉันชอบตัดสินใจด้วยตัวเองหรือร่วมตัดสินใจกับทีม?
สภาพแวดล้อมแบบไหนที่ช่วยให้ฉันเติบโต?
ยิ่งคุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น คุณก็จะยิ่งมองเห็นโอกาสที่เหมาะกับตัวคุณจริง ๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่เพียงงานที่ดูดีบนกระดาษ
เพราะ Career ของคุณไม่ได้มีแค่เรื่องการหางานที่ใช่
แต่มันคือการเข้าใจว่า คุณเป็นใคร ทำงานอย่างไร ต้องการอะไรเพื่อเติบโต และสภาพแวดล้อมแบบไหนที่ช่วยให้คุณทำได้ดีที่สุด
ลองสำรวจ Jobcadu's Career Toolkit เพื่อค้นหาเครื่องมือและแหล่งข้อมูลด้าน Career ที่ช่วยให้คุณเข้าใจจุดแข็ง สไตล์การทำงาน ทิศทางอาชีพ และโอกาสในการพัฒนาตัวเองได้มากขึ้น
ไม่พบหัวข้อในบทความนี้