โพสต์เมื่อ January 21, 2025
Wellbeing
แท็ก:

ก้าวเข้าสู่ปี 2025 อย่างเป็นทางการ หลาย ๆ คนอาจจะตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มเก็บเงินแสนให้ได้ในปีนี้ แต่ยังคงไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรือบางทีอาจจะมีความไม่มั่นใจหรือกลัวว่าถ้าเริ่มต้นเก็บจริง ๆ แล้ว จะสามารถทำไปได้ตลอดรอดฝั่งได้ไหม ไม่อยากผิดหวังกับการตั้งเป้าหมายแล้วทำไม่ได้สักที ดังนั้นเราจึงทำซีรี่ส์รวมคลิปแนะนำเรื่องวิธีคิดและวิธีการเก็บเงินที่สามารถทำได้จริงในระยะยาวให้บรรลุ เป้าหมาย รวมทั้งทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองที่สามารถทำตามเป้าหมายให้เป็นจริงได้อีกด้วย
คุณแน็กจำแนกองค์ประกอบความรวยออกเป็น 3 อย่างคร่าว ๆ คือ ความสามารถ วินัย และ ความรู้ทางการเงิน และแบ่งวิธีการสู่หนทางความมั่งคั่งได้ 7 ข้อด้วยกัน
1. ออมก่อนใช้: สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเก็บเงินไม่อยู่คือการใช้ก่อนออม เหลือเท่าไรค่อยนำไปเก็บออม แต่เรามักจะพบว่าเราใช้ไม่เคยเหลือเลย เพราะเรามักจะคำนวนค่าใช้จ่ายแบบคละกันให้หมดพอดีตลอดเดือนอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ซ้ำร้าย หากยิ่งไม่ได้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจน ก็อาจทำให้เราเสียเงินที่เรามองไม่เห็นไปกับปัจจัยฟุ่มเฟือยมากกว่าที่เราคิด สุดท้ายก็วนมาที่ไม่เหลือเก็บปลายเดือน ใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนจนเป็นนิสัยที่ไม่ปลอดภัยในระยะยาวในที่สุด ดังนั้น หลังจากได้รับเงินเดือน ให้แบ่งไปออมก่อน เริ่มจาก 10% ของเงินเดือน จากนั้นค่อยนำที่เหลือไปใช้ แล้วค่อย ๆ ขยายเพดานการออมไปเรื่อย ๆ ในจุดที่เรารับไหว
2. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายทุกเดือน: การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ละเอียด ทำให้เรามองเห็นได้มากขึ้นว่าแต่ละวัน แต่ละเดือนเราใช้เงินไปกี่บาท สามารถประหยัดสิ่งที่ไม่จำเป็นได้มากขึ้น มองเห็นหนที่จะมีเงินเก็บมากขึ้น และช่วยให้เรามีสติและวางแผนการใช้เงินในเดือนถัด ๆ ไปได้ดียิ่งขึ้น ป้องกันการใช้เงินด้วยอารมณ์
3. แยกค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับค่าใช้จ่ายจำเป็น: ใช้วิธีจดกำกับไว้เลยว่าสิ่งไหนจำเป็น สิ่งไหนเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับเราเพื่อให้เรามาคัดออกเพื่อลดค่าใช้จ่ายในเดือนถัด ๆ ไป
4. ตั้งงบประมาณการใช้ทุกเดือน: เอาเงินเดือนมาแบ่งเป็นก้อน ๆ ให้ชัดเจน จัดแจงว่าจะใช้และห้ามใช้กับอะไร สามารถใช้ให้ไม่ถึงงบได้ แต่พยายามอย่าใช้เกินขอบเขตเด็ดขาด การทำเช่นนี้จะช่วยทำให้เรามีวินัยทางการเงิน และสามารถติดตามการเงินได้ดีมากขึ้น ป้องก้นการใช้เงินมากเกินไปหรือใช้ไปกับหมวดหมู่ใดหมวดหมู่หนึ่งมากจนเกินไป
5. เก็บภาษีฟุ่มเฟือย: ทุกครั้งที่เราใช้เงินฟุ่มเฟือย ใช้เงินด้วยกิเลส ให้เราทำโทษตัวเองด้วยการหักเงิน 10% ของราคาสิ่งนั้นไปออม วิธีนี้จะช่วยสร้างวินัยและควบคุมกิเลสได้เก่งขึ้น และมีเงินเก็บแน่นอน
6. ใช้กฎรอ 14 วัน: ก่อนจะซื้อสิ่งใด ให้รอ 14 วันเพื่อยื้อเวลาในการตัดสินใจไตร่ตรองด้วยสติ ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบว่าสิ่งที่กำลังจะซื้อใช่สิ่งที่จำเป็นหรือเราอยากได้มันจริง ๆไหม
7. เปิดดูหน้าบัญชีธนาคารบ่อย ๆ: เป็นหลักจิตวิทยาอย่างหนึ่ง คือการเปิดดูย้ำ ๆ เพื่อดูตัวเลขที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะตัวเลขเป็นหน่วยวัดแบบเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและส่งผลต่อจิตใจเราได้โดยตรงที่สุด. ตัวเลขในบัญชีที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้เรามีความสุข แต่ตัวเลขที่ลดลงก็จะส่งผลให้เรารู้สึกเป็นทุกข์ได้ง่ายเช่นกัน จะทำให้เราจดจำความรู้สึกเหล่านี้แล้วไตร่ตรองก่อนใช้เงินมากขึ้น
เราต้องเริ่มจากการหาสาเหตุก่อนว่า อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เราเก็บเงินไม่อยู่ซึ่งส่วนมากล้วนมาจากนิสัยเดิมที่ไม่ได้มีการทำให้ได้เห็นตัวเองเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแบ่งชัดเจนว่าส่วนไหนเท่าไหร่ที่เราจะนำไปใช้จ่ายกับอะไรบ้าง โดยในคลิปแบ่งเงินออกเป็น 3 บัญชี:
1.บัญชีเงินเก็บ (แนะนำว่าควรเก็บก่อนใช้ จาก 10% ของเงินเดือนและสามารถสำรองครอบคลุมรายจ่ายต่อเดือนได้ 6 เดือน ถือว่าปลอดภัย)
2.บัญชีเงินใช้ (เงินที่เหลือจากบัญชีเงินเก็บ)
3.บัญชีลงทุน (สำหรับคนที่สามารถจัดการการเงินได้อย่างเป็นระบบได้ในระดับนึงแล้ว) สามารถเก็บเงินบัญชีลงทุนคู่ไปกับบัญชีเงินเก็บด้วยได้ ซึ่งบัญชีลงทุนประกอบไปด้วย
แนวคิดจากประสบการณ์การใช้ชีวิตและการจัดการกับหนี้หลักหลายล้านของ โค้ชหนุ่ม Money Coach เกี่ยวกับมุมมองในการคิดและวางแผนต่อ ‘เงินเก็บสำรองฉุกเฉิน’
ในยุคที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจกับคนฐานะชนชั้นกลางเท่าไหร่และค่าครองชีพที่มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ คุณขวัญจึงแนะนำเรื่องการเก็บเงินแบบมนุษย์เงินเดือนธรรมดา
ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงจนสามารถบรรลุเป้าหมายที่หลาย ๆ คนตั้งไว้
หลาย ๆ คนมีปัญหาเรื่องการบริหารเงินอย่างไรให้รอดจนถึงปลายเดือน แต่ถึงรอดจนถึงปลายเดือน ก็ยังมีปัญหาเรื่องการไม่เหลือเก็บเป็นเงินออมเลย คุณเติ๊ด เทพลีลา จึงเสนอถึงแนวคิดการเก็บเงินด้วย หลัก 6 Jars Money Management ของคุณ T. Harv Eker
รวบรวมเรื่องราวประสบการณ์ของผู้ชมทางบ้านที่อายุ 30 ขึ้นไป และประสบการณ์จริงจากโค้ชหนุ่ม The Money Coach ที่ผ่านการเจอวิกฤติการเงินทางบ้าน และสามารถผ่านมาได้ด้วยหลักคิดและการวางแผนทางการเงินที่ถูกต้อง โดยใจความสำคัญหลัก ๆ 4 ข้อ ดังนี้:
1.อย่ารีบเป็นหนี้: หากจะตัดสินใจใช้สินเชื่อ ต้องมั่นใจว่าจะสามารถรับผิดชอบหนี้ก้อนนั้นได้เต็มจำนวนก่อนอยู่แล้ว แบ่งย่อยเป็นสองแบบ แบบแรกคือเพื่อการศึกษา เช่น กู้กยศ. หนี้เช่นนี้สามารถเข้าใจได้โดยนัย ถือเป็นหนี้การลงทุนเพื่อการศึกษาต่อยอดชีวิตในระยะยาวที่เลี่ยงไม่ได้. จากบางครอบครัวที่อาจไม่ได้มีรายได้มาก และแบบที่สอง คือหนี้บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อบุคคล ไม่ใช่ว่าห้ามเปิดบัตรเหล่านี้ เพียงแต่ต้องรู้จักใช้อย่างมีสติ อย่ามีหนี้ค้างเยอะเกินไป. เพราะชีวิตเราไม่เคยเบาลง ยิ่งอายุมากขึ้น รายจ่ายในชีวิตย่อมมากขึ้นตาม เพราะอายุ 30 ขึ้นไป หลายคนอาจต้องใช้เงินในการสร้างครอบครัว ซื้อบ้าน หรือเรียนต่อ ทำให้ช่วง 30. อาจมีเรื่องต้องใช้สินเชื่ออยู่แล้ว
2.ออมเงิน: ถ้าชีวิตไม่ได้มีภาระต้องดูแล ควรเริ่มต้นออมเงินให้ไวที่สุด เช่น เก็บออม 10% ของรายได้ หรือลงกองทุนต่าง ๆ และ ’ความสำเร็จด้านการเงิน สามารถสร้างอัตราเร่งกันได้ ถ้าภาระรายจ่ายในชีวิตมากขึ้น ย่อมต้องมีความมุมานะพยายามหาเงินมากขึ้นเป็นธรรมดา เชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้ และริเริ่มเรียนรู้การลงทุน
3.แปลงเงินเก็บออมให้เป็นทรัพย์สิน: ทรัพย์สินสะสม ถือเป็นความมั่งคั่งสุทธิชั้นดีในระยะยาว เพราะการที่มีแค่ตัวเงินค้างไว้ในบัญชี ในอนาคตข้างหน้าจำนวนเงินเหล่านี้มีมูลค่าตรงตัว และมูลค่าอาจลดลงได้จากความผันผวนของเศรษฐกิจ เงินสดเปล่าๆไม่สามารถเก็งกำไรให้มีมูลค่าเพิ่มได้เท่ากับการแปลงเป็นทรัพย์สินสะสมให้เก็บไว้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นได้ในอนาคตระยะยาว เช่น กิงทุนรวม หุ้น ทองคำ ที่ดิน สลากออมทรัพย์ เป็นต้น และพยายามหาลู่ทางสร้างเงินแล้วให้เงินทำงานแทนเราในอนาคต ในวันที่เราไม่มีแรงเท่าวัยหนุ่มสาวช่วงอายุ 20 แล้ว
4.โฟกัสที่ความมั่นคงในระยะยาว: ความมั่งคั่งถือเป็นนามธรรมรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีหน่วยวัดที่แน่นอนขึ้นอยู่กับปัจเจกและความปรารถนารายบุคคล เพราะฉะนั้น เราจึงวัดกันด้วยความมั่นคง เช่น จากสภาวะวิกฤตการณ์โควิด 19 ที่ผ่านมา เห็นได้ว่ามีหลายครัวเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา มากน้อยแตกต่างกันไปตามความมั่นคงของแต่ละบ้าน หรือเจ้าของกิจการบางราย ที่เมื่อผ่านช่วงโควิดไป กลับผันกลายเป็นบุคคลล้มละลาย เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถวัดความมั่นคงในชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้ที่มีความมั่นคงทางการเงินมาก จะแสดงถึงการไม่ขึ้นต่อวิกฤติต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หรือแม้ว่ากระทบ ก็จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย มองหาและเตรียมตัวทำประกันไว้
เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นในชีวิตเราเมื่อไร และควรมีเงินสำรองล่วงหน้า 6 เดือน อาจแบ่งออมจากรายได้เป็นย่อย ๆ 2 กระเป๋า คือ เงินสำรองเลี้ยงชีพ และ เงินสำรองฉุกเฉิน และกำหนดเป้าหมายการเก็บเงินจากเป้าหมายชีวิตและการคิดเผื่อวิกฤติ เลือกคู่ชีวิตที่มีเป้าหมายทางการเงินเหมือนกัน และสุดท้าย ใช้ชีวิต ผจญภัยให้เต็มที่ในวัย 20 วัยที่เรายังสามารถผิดพลาดได้ เพราะเมื่อเราอายุ 40 โลกจะไม่อนุญาตให้เราผิดพลาดอีกแล้ว และอย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น อย่าลืมอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข
บทความนี้เป็นเพิ่งส่วนหนึ่งของการแนะนำวิธีเก็บเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพในเบื้องต้น อาจต้องมีการศึกษาจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันส่วนบุคคล หรือหากสนใจขอมูลด้านการเงินหรืออาชีพเพิ่มเติม สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Education Portal