โพสต์เมื่อ January 27, 2026
Personality
แท็ก:
เคยรู้สึกไหมว่าบางครั้งคุณพูดอะไรออกไป แล้วคนฟังก็เข้าใจตรงกัน แต่บางครั้งพูดอย่างเดียวกันกลับโดนว่า "พูดแรงไป" หรือ "ไม่ชัดเจน" ปัญหาอาจไม่ใช่ที่ตัวคุณ แต่อาจเป็นเพราะสไตล์การสื่อสารของคุณไม่ match กับงานหรือวัฒนธรรมองค์กรนั่นเอง
การเลือกงานที่เหมาะกับสไตล์การสื่อสารของคุณไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้คุณรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องแกล้งเป็นคนอื่น และลดความเครียดในการทำงานได้อย่างมาก
4 สไตล์การสื่อสารหลักในที่ทำงานคนกลุ่มนี้ชอบความชัดเจน พูดตรง ไม่อ้อมค้อม ให้ความสำคัญกับความเร็วและผลลัพธ์ มักโฟกัสที่ “อะไรต้องทำ” มากกว่า “ใครรู้สึกอย่างไร”
จุดแข็ง: ประหยัดเวลา ตัดสินใจเร็ว ทำให้คนอื่นรู้ว่าคุณคิดอะไร
จุดที่ต้องระวัง: บางคนอาจรู้สึกว่าคุณ "ไม่เห็นอกเห็นใจ" หรือ "พูดแรงเกินไป"
เป็นคนที่คิดก่อนพูด ชอบข้อมูล ตัวเลข และหลักฐาน การสื่อสารจะมีโครงสร้าง และต้องมั่นใจว่าข้อมูลถูกต้องก่อนเสมอ
จุดแข็ง: ความน่าเชื่อถือสูง ตัดสินใจด้วยเหตุผล ลดความเสี่ยง
จุดที่ต้องระวัง: อาจดูช้า หรือค้นหาข้อมูลจนเกินไปจนพลาดโอกาส
3. Supportive Communicator (สื่อสารแบบให้กำลังใจ)เป็นผู้ฟังที่ดี เห็นอกเห็นใจ ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น การสื่อสารมักเริ่มจากความเข้าใจ ก่อนเข้าสู่เนื้อหางาน
จุดแข็ง: สร้างความสัมพันธ์ได้ดี ทีมรู้สึกอบอุ่น ลดความขัดแย้ง
จุดที่ต้องระวัง: อาจดู "ไม่เด็ดขาด" หรือ "ไม่กล้าตัดสินใจยาก"
เป็นคนพลังงานสูง พูดเก่ง ชอบแลกเปลี่ยนไอเดีย การสื่อสารเต็มไปด้วยอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจ
จุดแข็ง: สร้าง energy ให้ทีม ไอเดียไหลลื่น สนุกในการทำงาน
จุดที่ต้องระวัง: อาจดู "ไม่จริงจัง" หรือ "ขาดโครงสร้าง" ในการสื่อสาร
งานที่เหมาะกับแต่ละสไตล์การสื่อสารDirect Communicator จะโดดเด่นในงานที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็ว และการสื่อสารที่ชัดเจน เช่น
Operations Manager งานบริหารที่ต้องสั่งการตรง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร็ว
Project Manager ต้องคุม timeline และ deliverable ให้ชัด
Sales Manager งานปิดดีลที่ต้องตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม
ตำแหน่งเหล่านี้มักพบได้บ่อยในข้อมูลตำแหน่งงานบน Jobcadu ที่เน้น performance และผลลัพธ์เป็นหลัก
คนที่สื่อสารด้วยข้อมูลจะเหมาะกับงานที่ต้องใช้เหตุผลและการวิเคราะห์ เช่น
Data Analyst ใช้ข้อมูลอธิบาย insight และแนวโน้ม
Financial Analyst วิเคราะห์ตัวเลข วางแผนการเงิน
Research Scientist งานที่ทุกการสื่อสารต้องมีหลักฐานรองรับ
องค์กรที่เน้น data-driven decision มักมองหาคนสไตล์นี้อย่างต่อเนื่อง
Supportive Communicator เหมาะกับบทบาทที่ต้องทำงานกับผู้คนและความรู้สึก เช่น
HR Business Partner ดูแลประสบการณ์พนักงาน
Customer Success สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า
Counselor หรือ Coach งานหลักคือการฟัง เข้าใจ และสนับสนุน
ตำแหน่งเหล่านี้ต้องการคนที่สร้างความไว้วางใจได้จริง ไม่ใช่แค่เก่งเทคนิค
Expressive Communicator จะฉายแสงในงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสารพลังสูง เช่น
Marketing Creative สร้างแคมเปญและไอเดียใหม่
Brand Manager ถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์
Event Manager สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ
งานเหล่านี้ต้องการคนที่สื่อสารแล้ว “คนรู้สึกตาม”
การทำงานในตำแหน่งที่ไม่เหมาะกับสไตล์การสื่อสารของคุณไม่ได้แค่ทำให้ทำงานยาก แต่ยังกระทบถึงความมั่นใจและสุขภาพจิตอีกด้วย
Direct ไปทำงาน HR หรือ Counseling
คุณอาจถูกว่า "ไม่ละเอียดอ่อน" หรือ "ทำให้คนอื่นไม่กล้าเปิดใจ" เพราะคุณพูดตรงเกินไป เช่น เมื่อพนักงานมาปรึกษาเรื่องความขัดแย้งกับหัวหน้า คุณอาจพูดว่า "ก็บอกตรงๆ กับหัวหน้าสิ" ทั้งที่คนอื่นต้องการคำแนะนำที่นุ่มนวลกว่านี้
Analytical ไปทำ Sales
คุณอาจดูช้าเกินไปจนพลาดดีล เพราะคุณยังหาข้อมูลเพิ่มอยู่ ในขณะที่คู่แข่งปิดดีลไปแล้ว ลูกค้าบางคนต้องการ energy และความมั่นใจ ไม่ใช่แค่ spreadsheet เต็มไปหมด
Supportive ไปบริหารทีมที่ต้องการ decisive leadership
ทีมอาจสับสนว่าคุณตัดสินใจอะไร เพราะคุณพยายามฟังทุกคนจนเกินไป เช่น เมื่อต้องตัดสินใจเลิกจ้างคนที่ทำงานได้ไม่ดี คุณอาจลังเลนานเกินไปจนกระทบทีม
Expressive ไปทำงานที่ต้อง structured communication เช่น Legal หรือ Compliance
คุณอาจถูกมองว่า "unprofessional" หรือ "ไม่จริงจัง" เพราะการสื่อสารต้องแม่นยำมาก เช่น การเขียนสัญญาต้องใช้ภาษาที่เป็นทางการและชัดเจน ไม่ใช่เล่าเรื่องแบบสนุกสนาน
ถ้าจำเป็นต้องปรับสไตล์ เพราะงานบังคับ ควรทำอย่างไรการรู้สไตล์ของตัวเองและผู้ฟังคือกุญแจสำคัญ
เจอหัวหน้าแบบ Direct ควรพูดสั้น เข้าเรื่อง
เจอหัวหน้าแบบ Analytical ควรเตรียมข้อมูลและเหตุผล
งานที่ต้องให้ feedback ควรเพิ่ม empathy statement สำหรับ Supportive style
การพรีเซนต์สำหรับ Expressive style ควรใช้ storytelling อย่างมีโครงสร้าง
การใช้เครื่องมือช่วย เช่น bullet points, slide กราฟ หรือสคริปต์ล่วงหน้า จะช่วยลด friction ได้มาก
คุณสามารถสังเกตได้จากหลายจุด
Job Description ถ้าใช้คำว่า “data-driven” บ่อย มักเป็นวัฒนธรรมแบบ Analytical
ขั้นตอนสัมภาษณ์ หากเน้น soft skill และบรรยากาศ เป็นมิตร มักเป็น Supportive culture
คำถามที่ควรถาม เช่น
ทีมตัดสินใจอย่างไร
ประชุมบ่อยแค่ไหน
ให้น้ำหนักกับข้อมูลหรือความคิดเห็นมากกว่ากัน
คำตอบเหล่านี้ช่วยให้คุณรู้ว่า ที่นี่จะเปิดโอกาสให้คุณเป็นตัวเอง หรือแค่ต้องพยายามปรับตัวตลอดเวลา
หากคุณอยากรู้ว่าสไตล์การสื่อสารและบุคลิกของคุณเหมาะกับงานแบบไหน สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการทำ แบบทดสอบ Communication Style + Personality Match บน Jobcadu
หรือสำรวจตำแหน่งงานที่เปิดรับจากองค์กรที่เข้าใจความแตกต่างของคนทำงาน ที่หน้า ค้นหางานบน Jobcadu
เพราะการเติบโตในอาชีพ ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนคนอื่น แต่เริ่มจากการเข้าใจตัวเอง และเลือกงานที่เปิดพื้นที่ให้คุณใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่