Logo
Logo
  • งาน
    งานประจำที่ออฟฟิศ
    งานระยะไกล
    เครื่องมือโปรไฟล์มืออาชีพ
  • อาชีพ
    Career Portal
    ชุดเครื่องมืออาชีพ
    บทความอาชีพ
  • การศึกษา
  • ที่ปรึกษาด้านอาชีพ
    ที่ปรึกษาด้านอาชีพ
    ค้นหาเมนเทอร์
    เป็นเมนเทอร์
  • เครื่องมือสร้างเรซูเม่
  • Premium
  • Jobcadu Logo

    แพลตฟอร์มอาชีพที่ดีที่สุดสำหรับการหางาน, การสรรหาบุคลากร, ค้นหาอาชีพ และค้นพบแหล่งการศึกษา

    งานตามหมวดหมู่

    งานระยะไกล

    งานที่ AI แนะนำ

    เครื่องมือสร้างเรซูเม่

    โปรไฟล์มืออาชีพ

    การพัฒนาอาชีพ

    ชุดเครื่องมืออาชีพ

    ข้อมูลเชิงลึกด้านอาชีพ

    หลักสูตรและโปรแกรม

    ที่ปรึกษาและการฝึกสอน

    ค้นหาที่ปรึกษา

    เป็นที่ปรึกษา

    สำหรับนายจ้าง

    ประกาศงาน

    ราคา


    เกี่ยวกับเรา

    ข้อกำหนดการใช้งาน

    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    © 2025 Jobcadu. สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

    วิธีเเก้เมื่อฉันเป็น People Pleaser ในที่ทำงาน

    Wellbeing
    Jobcadu Team
    วิธีเเก้เมื่อฉันเป็น People Pleaser ในที่ทำงาน

    คุณอยากเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี

    เมื่อหัวหน้าถามว่า “ช่วยเรื่องนี้หน่อยได้ไหม?” คุณตอบว่า Yes

    เมื่อเพื่อนร่วมทีมต้องการคนมาช่วยรับช่วงงาน คุณก็ตอบว่า Yes

    เมื่อมีงานด่วนเข้ามาแบบกะทันหัน คุณก็จัดตารางตัวเองใหม่ แล้วพูดว่า “ได้เลย เดี๋ยวฉันจัดการให้”

    ในช่วงแรก การเป็นคนที่พร้อมช่วยเหลืออาจดูเหมือนเป็นจุดแข็ง คุณกลายเป็นคนที่ทุกคนไว้วางใจและพึ่งพาได้

    แต่ถ้าการตอบว่า Yes กลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ แม้ว่าตอนนั้นคุณจะมีงานล้นมืออยู่แล้ว อาจถึงเวลาที่ต้องหยุดและทบทวนสักนิด

    เพราะการเป็นคนช่วยเหลือ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องพร้อมสำหรับทุกเรื่อง

    การเรียนรู้ที่จะตั้ง ขอบเขตในการทำงาน (Workplace Boundaries) ไม่ได้หมายความว่าคุณจะกลายเป็นคนเรื่องมากหรือไม่ให้ความร่วมมือ แต่คือการเข้าใจว่าตัวเองรับงานได้มากแค่ไหน สื่อสารให้ชัดเจน และทำให้ความเต็มใจที่จะช่วยคนอื่นไม่ต้องแลกมาด้วยงานของตัวเองหรือสุขภาพกายใจ


    Screenshot 2569-09-29 at 16.18.00.png

    ทำไมเราถึงเอาแต่พูดว่า Yes?

    การเป็น People Pleaser ในที่ทำงาน อาจเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุผล

    คุณอาจกลัวว่าการปฏิเสธจะทำให้คนอื่นมองว่าคุณขี้เกียจ ไม่ช่วยเหลือ หรือเป็นคนทำงานด้วยยาก

    คุณอาจคิดว่า:

    • “ถ้าฉันปฏิเสธ หัวหน้าจะคิดว่าฉันไม่ทุ่มเทหรือเปล่า?”

    • “ฉันไม่อยากทำให้ทีมผิดหวัง”

    • “คนอื่นก็งานยุ่งอยู่แล้ว ฉันควรช่วย”

    • “ถ้าฉันทำเอง น่าจะเสร็จเร็วกว่า”

    • “ไว้ค่อยจัดการงานของตัวเองทีหลังก็ได้”

    บางครั้ง การตอบว่า Yes อาจรู้สึกง่ายและปลอดภัยกว่าการต้องพูดคุยในเรื่องที่อาจทำให้รู้สึกอึดอัด

    แต่ปัญหาคือ ทุกคำว่าได้ ต้องใช้ทั้งเวลา พลังงาน และสมาธิ

    ถ้าคุณรับผิดชอบงานเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ โดยไม่ได้ลดหรือปรับงานที่มีอยู่ สุดท้ายบางอย่างต้องถูกแลกไป

    และบ่อยครั้ง สิ่งที่เสียไปก่อนคือ พลังงานของคุณเอง


    เมื่อการช่วยเหลือกลายเป็น Burnout

    การช่วยเหลือทีมเป็นเรื่องที่ดี ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ การช่วยเหลือกลายเป็นสิ่งที่คุณทำโดยอัตโนมัติ แม้ว่าคุณจะไม่มี Capacity เหลือแล้วก็ตาม

    ลองนึกภาพว่างานปกติของคุณเต็มอยู่แล้ว:

    งานของตัวเอง → 100% ของ Capacity

    จากนั้นมีเพิ่มเข้ามา:

    + งานที่เพื่อนร่วมงานฝาก
    + โปรเจกต์ด่วน
    + ประชุมกะทันหัน
    + “ช่วยเรื่องนี้แป๊บหนึ่งได้ไหม?”

    ทันใดนั้น ภาระงานของคุณอาจกลายเป็น 120–150% ของสิ่งที่สามารถรับมือได้จริง

    คุณอาจเริ่ม:

    • ทำงานดึกเพื่อเคลียร์งานให้ทัน

    • ข้ามเวลาพัก

    • เอางานกลับไปทำที่บ้าน

    • รู้สึกว่าตัวเองต้องรีบตลอดเวลา

    • ทำผิดพลาดมากขึ้น

    • มีสมาธิกับงานได้น้อยลง

    • เริ่มหงุดหงิดกับเพื่อนร่วมงาน

    • รู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ทำงาน

    จนในที่สุดคุณอาจได้รู้ว่า:

    คุณไม่ได้ตอบได้ เพราะคุณมีเวลา แต่คุณตอบได้เพราะคุณกลัวที่จะต้องปฎิเสธ


    Screenshot 2569-09-29 at 16.18.20.png

    การเป็นชอบช่วยเหลือ vs. People Pleaser ต่างกันอย่างไร?

    จากภายนอก การเป็นคนช่วยเหลือกับการเป็น People Pleaser อาจดูคล้ายกันมาก

    แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ เหตุผลที่คุณตอบ Yes

    เมื่อคุณกำลัง “ช่วยเหลือ”

    คุณตอบ Yes เพราะ:

    • คุณมีเวลาและ Capacity เหลือจริง ๆ

    • งานนั้นอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของคุณ

    • คุณอยากช่วยสนับสนุนทีม

    • คุณเข้าใจสิ่งที่คาดหวังจากงานนั้น

    • คุณสามารถทำงานนั้นได้โดยไม่กระทบกับงานสำคัญของตัวเองอย่างมีนัยสำคัญ


    เมื่อคุณกำลัง “People Pleasing”

    คุณตอบ Yes เพราะ:

    • คุณกลัวว่าจะทำให้ใครผิดหวัง

    • คุณกังวลว่าคนอื่นจะมองคุณอย่างไร

    • คุณรู้สึกผิดเมื่อต้องพูด No

    • คุณอยากให้ทุกคนชอบคุณ

    • คุณกลัวความขัดแย้ง

    • คุณรับงานทั้งที่รู้ว่าในความเป็นจริงแล้ว คุณอาจจัดการไม่ไหว


    Screenshot 2569-09-29 at 16.18.38.png

    คุณไม่จำเป็นต้องพูด “ไม่” ทันที

    การตั้ง Boundaries ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องตอบกลับด้วยคำว่า “ไม่” แบบตรง ๆ เสมอไป

    บางครั้ง สิ่งที่คุณต้องการอาจเป็นเพียง เวลาในการทำความเข้าใจคำขอและประเมิน Workload ของตัวเอง

    แทนที่จะตอบทันทีว่า:

    “ได้เลย เดี๋ยวฉันทำให้”

    ลองพูดว่า:

    “ขอฉันเช็ก Priority ของงานที่กำลังทำอยู่ก่อน แล้วเดี๋ยวฉันกลับมาแจ้งนะ”

    วิธีนี้ช่วยให้คุณมีเวลาถามตัวเองว่า:

    • งานนี้ด่วนแค่ไหน?

    • ต้องใช้เวลามากแค่ไหน?

    • จริง ๆ แล้วงานนี้อยู่ในความรับผิดชอบของฉันหรือไม่?

    • ถ้ารับงานนี้มา งานที่มีอยู่จะต้องเลื่อนอะไรออกไป?

    • มีใครที่เหมาะสมกว่าหรือสามารถช่วยทำงานนี้ได้หรือไม่?


    แล้วถ้าคนที่ขอคือหัวหน้าล่ะ?

    นี่คือสถานการณ์ที่การตั้ง Boundaries อาจรู้สึกยากเป็นพิเศษ

    คุณอาจคิดว่า:

    “ฉันจะปฏิเสธหัวหน้าได้อย่างไร?”

    แต่คุณสามารถสื่อสารเรื่อง Capacity ของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธคำขอโดยตรง

    ตัวอย่างเช่น:

    “งานนี้ฉันรับได้ค่ะ ตอนนี้กำลังให้ Priority กับ A และ B อยู่ ถ้าจะให้งานนี้มาก่อน ฉันควรพักงานไหนไว้ก่อนดีคะ?”

    วิธีนี้ช่วยให้หัวหน้าเห็นภาพ Workload ของคุณ และสามารถตัดสินใจได้ว่างานไหนควรมี Priority มากที่สุด

    หรืออาจพูดว่า:

    “งานนี้ฉันสามารถทำเสร็จได้ภายในวันพฤหัสค่ะ แต่ถ้าต้องเสร็จพรุ่งนี้ อาจต้องเลื่อน Deadline ของงาน X ออกไป ไม่ทราบว่าต้องการให้ฉันเลือกแบบไหนดีคะ?”


    Screenshot 2569-09-29 at 16.18.54.png

    การตั้งขอบเขตที่ชัดเจนไม่ได้ทำให้คุณเป็น Team Player น้อยลง

    บางคนกังวลว่า ถ้าเริ่มพูดคำว่าไม่ เพื่อนร่วมงานจะมองว่าเราไม่ช่วยเหลืออีกต่อไป

    แต่จริง ๆ แล้ว Healthy Boundaries อาจทำให้การทำงานร่วมกันง่ายขึ้นด้วยซ้ำ

    เมื่อคนอื่นเข้าใจ Capacity ของคุณ พวกเขาสามารถ:

    • วางแผนงานได้ดีขึ้น

    • ตั้ง Deadline ที่เป็นไปได้จริง

    • กระจายงานให้เหมาะสม

    • เข้าใจ Priority ของคุณ

    • ลดการขอความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนที่ไม่จำเป็น

    และเมื่อคุณตอบ Yes จริง ๆ คำตอบนั้นก็มีความหมายมากขึ้น เพราะคนอื่นรู้ว่าคุณมี Capacity ที่จะช่วยได้จริง


    ลองใช้กฎ “Pause ก่อน Yes”

    ถ้าคุณเป็นคนที่ตอบ Yes โดยอัตโนมัติ ลองสร้าง ช่วงหยุดสั้น ๆ ก่อนตอบ

    ก่อนจะรับงาน ลองถามตัวเอง 5 ข้อนี้:


    1. ฉันมีเวลาจริง ๆ หรือเปล่า?

    ถ้าไม่มี อย่าฝืนทำเหมือนว่าคุณมี

    2. นี่เป็นความรับผิดชอบของฉันหรือเปล่า?

    คุณสามารถสนับสนุนคนอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบงานของพวกเขาทั้งหมด


    Screenshot 2569-09-29 at 16.19.08.png

    3. ถ้ารับงานนี้ ฉันต้องเลื่อนงานอะไรออกไป?

    เพราะทุกงานใหม่มี Opportunity Cost หรือสิ่งที่คุณต้องยอมเสียโอกาสไปเพื่อทำสิ่งนั้น

    4. ฉันตอบว่าได้ เพราะอยากช่วยจริง ๆ หรือเพราะรู้สึกผิด?

    คำถามนี้อาจช่วยให้คุณเห็นเหตุผลที่แท้จริงของตัวเองมากขึ้น

    5. ฉันสามารถเสนอทางเลือกอื่นได้ไหม?

    บางทีคุณอาจไม่สามารถรับผิดชอบงานทั้งหมดได้ แต่คุณสามารถ:

    • แชร์ Resource ที่มีประโยชน์

    • ให้คำแนะนำ

    • ช่วยดูให้ประมาณ 15 นาที

    • แนะนำคนอื่นที่เหมาะสมกว่า

    • ขอเลื่อนไปรับงานในสัปดาห์หน้าแทน


    Screenshot 2569-09-29 at 16.19.22.png

    คุณมีสิทธิ์ปกป้องเวลาของตัวเอง

    คุณไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลยืดยาวทุกครั้งที่ตั้ง Boundary

    คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษซ้ำแล้วซ้ำอีก เพียงเพราะคุณมี Workload ของตัวเอง

    และคุณไม่จำเป็นต้องพร้อมช่วยเหลือตลอดเวลาเพื่อพิสูจน์ว่าคุณใส่ใจกับงาน

    ลองเปลี่ยนจาก:

    “ขอโทษนะ ช่วงนี้งานยุ่งมากเลย รู้สึกผิดมาก แต่…”

    เป็น:

    “ตอนนี้งานของฉันเต็ม Capacity แล้ว จึงยังไม่สามารถรับงานนี้เพิ่มได้ค่ะ”


    การเป็นพนักงานที่ดี ไม่ได้หมายความว่าต้องตอบว่าได้กับทุกเรื่อง

    คุณค่าของคุณในที่ทำงานไม่ได้วัดจากจำนวนงานที่คุณรับได้เท่านั้น

    แต่ยังสะท้อนผ่านความสามารถในการ:

    • จัดลำดับความสำคัญ

    • สื่อสารอย่างชัดเจน

    • บริหารความคาดหวัง

    • รักษาคุณภาพของงาน

    • ทำงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    • ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ

    บางครั้ง สิ่งที่รับผิดชอบที่สุดที่คุณสามารถพูดได้คือ:

    “ฉันช่วยได้ แต่เราต้องตกลงกันก่อนว่างานไหนควรทำเป็นอันดับแรก”

    นี่ไม่ใช่การทำตัวเรื่องมาก แต่มันคือการทำงานอย่างสมจริงและรับผิดชอบ


    Screenshot 2569-09-29 at 16.19.46.png

    เส้นทางอาชีพของคุณไม่ได้มีแค่การหางานที่ใช่ แต่ยังรวมถึงการเข้าใจว่า คุณทำงานได้ดีที่สุดอย่างไร อะไรคือสิ่งที่คุณให้คุณค่า และสภาพแวดล้อมแบบไหนที่ช่วยให้คุณเติบโตได้

    สำรวจ Career Resources จาก Jobcadu เพื่อทำความเข้าใจจุดแข็ง Work Style และทิศทางอาชีพของคุณให้มากขึ้น พร้อมค้นหาโอกาสที่เหมาะกับเส้นทางการทำงานที่คุณอยากสร้าง

    สารบัญ

    ไม่พบหัวข้อในบทความนี้

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    เปลี่ยน “การคิดมาก” ให้กลายเป็นจุดแข็ง เมื่อเกิดความอ่อนไหวในที่ทำงาน
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    เปลี่ยน “การคิดมาก” ให้กลายเป็นจุดแข็ง เมื่อเกิดความอ่อนไหวในที่ทำงาน
    ฉันทำงานไม่เก่ง หรือแค่กำลังหมดไฟ?
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    ฉันทำงานไม่เก่ง หรือแค่กำลังหมดไฟ?
    วิธีจัดการเงินจาก “เงินเดือนแรก” ของคุณ
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    วิธีจัดการเงินจาก “เงินเดือนแรก” ของคุณ
    วิธีก้าวข้าม Imposter Syndrome เมื่อเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    วิธีก้าวข้าม Imposter Syndrome เมื่อเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ
    Sunday Scaries: เลิกกังวลเรื่องวันจันทร์ จนทำลายวันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณ
    ความเป็นอยู่ที่ดี
    Sunday Scaries: เลิกกังวลเรื่องวันจันทร์ จนทำลายวันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณ