4 อนาคตของงานในเศรษฐกิจใหม่: AI และทักษะคนในปี 2030

โพสต์เมื่อ February 2, 2026

Growth

แท็ก:

WEF
World Economic Forum
Future of Jobs
Career
AI
4 อนาคตของงานในเศรษฐกิจใหม่: AI และทักษะคนในปี 2030

โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเกินจินตนาการ เทคโนโลยี AI ที่เคยเป็นเพียงการทดลองในห้องแล็บ ตอนนี้กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้จริงในการทำงานประจำวัน ตัวเลขจาก World Economic Forum (WEF) เผยว่าธุรกิจที่ใช้ AI อย่างน้อยหนึ่งฟังก์ชันเพิ่มขึ้นจาก 55% ในปี 2022 เป็น 88% ในปัจจุบัน

แต่คำถามสำคัญที่ทุกคนต้องเผชิญคือ AI จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของงานอย่างไร?

รายงาน Four Futures for Jobs in the New Economy: AI and Talent in 2030 ของ World Economic Forum ซึ่งเผยแพร่ในต้นปี 2026 ไม่ได้พยายามทำนายอนาคตแบบฟันธง หากแต่เสนอกรอบความคิดผ่าน “ฉากทัศน์” เพื่อช่วยให้สังคม องค์กร และคนทำงาน มองเห็นทางแยกของอนาคตที่เป็นไปได้ รายงานชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า AI เองไม่ใช่ตัวแปรเดียวที่กำหนดชะตากรรมของงาน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือระดับความพร้อมของคนทำงานและระบบการพัฒนาทุนมนุษย์

Screenshot 2569-02-02 at 13.11.20.pngสองแกนสำคัญที่กำหนดอนาคต

WEF ได้วิเคราะห์อนาคตของงานผ่านกรอบคิดที่มองจากสองมิติหลัก

1. ความก้าวหน้าของ AI (AI Advancement)

  • แบบก้าวกระโดด (Exponential): AI พัฒนาอย่างรวดเร็วจนเกินคาด มีความสามารถที่ซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจได้

  • แบบค่อยเป็นค่อยไป (Incremental): AI พัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้มีการพลิกโฉมครั้งใหญ่ เน้นการปรับปรุงและขยายขีดความสามารถที่มีอยู่

2. ความพร้อมของพนักงาน (Workforce Readiness)

  • กระจายอย่างทั่วถึง (Widespread): คนส่วนใหญ่มีทักษะ AI ที่จำเป็น ระบบการศึกษาและการฝึกอบรมปรับตัวทัน สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • จำกัดเฉพาะกลุ่ม (Limited): มีเพียงส่วนน้อยที่มีทักษะพร้อม ระบบการศึกษายังใช้รูปแบบเก่า คนส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทัน

เมื่อนำสองแกนนี้มาผสมกัน จะได้ 4 สถานการณ์ที่เป็นไปได้ของโลกงานในปี 2030

4 อนาคตที่เป็นไปได้

สถานการณ์ที่ 1: Supercharged Progress 

AI ก้าวกระโดด + คนพร้อมเยอะ

นี่คืออนาคตที่ดูเหมือนฝันสำหรับหลายคน AI พัฒนาอย่างรวดเร็วจนสามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทั้งหมดได้ แต่ที่สำคัญคือคนก็พร้อมที่จะใช้ประโยชน์จาก AI เหล่านี้

ลักษณะสำคัญ:

  • ผลิตภาพพุ่งสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน การผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล GDP โลกเติบโตเกือบสองหลัก

  • งานหลายอาชีพหายไป แต่งานใหม่เกิดขึ้นเร็ว คนไม่ได้ว่างงานจำนวนมาก เพราะสามารถปรับตัวไปทำงานใหม่ได้ทัน โดยเฉพาะงานที่ต้องควบคุม AI หลายๆ ตัวพร้อมกัน (Agent Orchestrators)

  • การลงทุนมหาศาล เงินลงทุนใน AI เกิน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 2025-2030

  • ค่าจ้างของคนที่มีทักษะ AI เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 56%

ความท้าทาย:

  • กฎหมายและระบบสวัสดิการตามไม่ทัน การเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป รัฐบาลปรับตัวไม่ทัน

  • ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น ระหว่างคนที่มีทักษะ AI กับคนที่ไม่มี

  • คำถามเรื่องจริยธรรม เมื่อ AI มีความสามารถสูงมาก จะควบคุมอย่างไร?

  • ภาระด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม การใช้ AI จำนวนมากต้องการพลังงานมหาศาล

ตัวอย่างในชีวิตจริง: นึกภาพสถาปนิกที่ไม่ได้ออกแบบอาคารเองอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้กำกับ AI หลายตัวที่ช่วยกันออกแบบ โดยสถาปนิกทำหน้าที่กำหนดวิสัยทัศน์ ตรวจสอบคุณภาพ และประสานงานระหว่าง AI ที่ดูแลแต่ละส่วน

human-vs-ai-1024x683.jpgสถานการณ์ที่ 2: The Age of Displacement 

AI ก้าวกระโดด + คนไม่พร้อม

นี่คือสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุด AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่คนส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้เกิดการว่างงานจำนวนมาก

ลักษณะสำคัญ:

  • อัตราการว่างงานพุ่งสูง AI และระบบอัตโนมัติแทนที่งานของคนเร็วกว่าที่คนจะเรียนรู้ทักษะใหม่ได้

  • งานมากกว่า 50% ถูก AI ทำแทน ในบางอุตสาหกรรมถึง 90%

  • ธุรกิจเร่งทำระบบอัตโนมัติแบบไม่มีทางเลือก เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนคนที่มีทักษะ

  • ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ต่ำกว่า 44 จุด

  • กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ตกอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

ผลกระทบร้ายแรง:

  • สังคมแตกแยก ความไม่เท่าเทียมสูงสุดในประวัติศาสตร์

  • ระบบสวัสดิการล้มเหลว รัฐบาลไม่มีเงินพอดูแลคนว่างงานจำนวนมาก

  • ความไว้วางใจในสถาบันลดลง ข่าวปลอมจาก AI แพร่กระจายเร็ว

  • ความเสี่ยงต่อระบบ การพึ่งพา AI มากเกินไปทำให้เกิดจุดอ่อนใหม่ๆ

ตัวอย่างในชีวิตจริง: พนักงานบัญชีจำนวนมากถูกเลิกจ้าง เพราะ AI สามารถทำงานบัญชีได้ดีกว่าและเร็วกว่า แต่พวกเขาไม่มีทักษะใหม่ที่จะไปทำงานอื่น ต้องแย่งกันทำงานบริการที่ค่าแรงต่ำ ทำให้ค่าจ้างในภาคบริการลดลงอีก

Screenshot 2569-02-02 at 11.26.18.pngสถานการณ์ที่ 3: Co-Pilot Economy 

AI ก้าวหน้าค่อยเป็นค่อยไป + คนพร้อมเยอะ

อนาคตที่สมดุลและน่าอยู่ที่สุด AI พัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ก้าวกระโดด และคนก็พร้อมที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยงาน

ลักษณะสำคัญ:

  • AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้แทนที่ คนใช้ AI ช่วยทำงานประจำ งานซ้ำๆ ส่วนคนโฟกัสที่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจ

  • ผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สูงกว่า 1.5% ต่อปีที่เคยเป็น

  • ทักษะมากกว่า 40% เปลี่ยนไป สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่คนสามารถเรียนรู้ทัน

  • AI สามารถลดเวลาทำงานบางอย่างได้ถึง 80% เช่น งานเอกสาร งานวิเคราะห์พื้นฐาน

  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคดี เพราะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

โอกาสใหม่ๆ:

  • การเคลื่อนย้ายงานง่ายขึ้น คนสามารถเปลี่ยนสายงานได้ง่ายกว่าเดิม เพราะมี AI ช่วย

  • ผู้ประกอบการและฟรีแลนซ์เพิ่มขึ้น AI ทำให้การเริ่มต้นธุรกิจง่ายขึ้น

  • งานระยะไกลและความยืดหยุ่นสูงขึ้น สร้างโอกาสให้คนในชนบทและกลุ่มที่เคยถูกกีดกัน

ความท้าทาย:

  • ความเหลื่อมล้ำยังมี ระหว่างคนที่เข้าถึง AI กับคนที่ไม่เข้าถึง

  • ข้อมูลปลอมเพิ่มขึ้น AI สร้างเนื้อหาได้เก่ง ทำให้แยกข้อมูลจริง-เท็จยากขึ้น

  • กฎระเบียบแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สร้างความซับซ้อนให้ธุรกิจข้ามชาติ

ตัวอย่างในชีวิตจริง: นักการตลาดใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สร้างแคมเปญเบื้องต้น แต่ตัวนักการตลาดเองใช้ความเข้าใจในจิตวิทยาผู้บริโภคและความคิดสร้างสรรค์ในการปรับแต่งและพัฒนาแคมเปญให้ดีขึ้น ผลลัพธ์ดีกว่าการทำด้วยคนอย่างเดียวหรือ AI อย่างเดียว

Screenshot 2569-02-02 at 13.33.43.pngสถานการณ์ที่ 4: Stalled Progress 

AI ก้าวหน้าค่อยเป็นค่อยไป + คนไม่พร้อม

อนาคตที่น่าผิดหวังที่สุด AI พัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ขณะที่คนก็ไม่พร้อมจะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ลักษณะสำคัญ:

  • ผลิตภาพเพิ่มขึ้นแบบไม่สม่ำเสมอ บางบริษัท บางประเทศได้ประโยชน์ ส่วนใหญ่ไม่ได้

  • ธุรกิจใช้ AI แบบผิวเผิน แค่ทำงานซ้ำๆ อัตโนมัติ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนวิธีทำงานจริงจัง

  • ความสามารถในการแข่งขันลดลง บริษัทที่ไม่มีทักษะ AI ถูกทิ้งห่างออกไป

  • ค่าแรงลดลง แต่คนที่มีทักษะสูงมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น

  • "ฟองสบู่ AI" แตก นักลงทุนผิดหวังกับผลตอบแทนที่ไม่เป็นไปตามที่คาด

ผลกระทบ:

  • เศรษฐกิจติดขัด ไม่เติบโตเท่าที่ควร แต่ก็ไม่ถึงกับวิกฤต

  • ความหวังกลายเป็นความผิดหวัง คนหมดไฟ ไม่เชื่อว่า AI จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้

  • ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

  • วงจรอุบาทว์: ไม่พร้อม → ใช้ไม่เวิร์ก → ไม่ลงทุน → ยิ่งไม่พร้อม

ตัวอย่างในชีวิตจริง: บริษัทซื้อ AI มาใช้เพราะคิดว่าจะทำให้ทำงานเร็วขึ้น แต่พนักงานไม่รู้จะใช้อย่างไร ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร จนบริษัทเริ่มคิดว่า AI ไม่คุ้มค่า ก็เลยไม่ลงทุนฝึกคน สุดท้ายก็ติดอยู่ในวงจรเดิมๆ ขณะที่คู่แข่งที่ลงทุนจริงจังก้าวหน้าไปไกล


ผลกระทบต่อธุรกิจในแต่ละสถานการณ์

สถานการณ์ที่ 1: Supercharged Progress

ความเสี่ยงหลัก:

  • ความมั่นใจมากเกินไป กฎหมายตามไม่ทัน และความประมาทเลินเล่อในการพัฒนา AI

  • ระบบไฟฟ้าไม่พอ ราคาวัสดุพุ่ง ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

  • ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นจนควบคุมยาก ธุรกิจที่ชนะจะกินหมดทุกอย่าง

โอกาสทอง:

  • ผลิตภาพพุ่ง ต้นทุนลด นวัตกรรมเพิ่ม

  • ขอบเขตทางภูมิศาสตร์หายไป เข้าถึงตลาดและคนเก่งได้ง่ายขึ้น

  • การศึกษาและสุขภาพแบบส่วนบุคคล คุณภาพชีวิตดีขึ้น

กลยุทธ์ที่ควรทำ:

  • ออกแบบธุรกิจใหม่รอบ AI ตั้งแต่ต้น

  • ลงทุนในข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และความยืดหยุ่น

  • มีผู้นำด้าน AI และการกำกับดูแล

  • ทำงานร่วมกับทุกฝ่าย รวมถึงรัฐบาลและพนักงาน

สถานการณ์ที่ 2: The Age of Displacement

ความเสี่ยงหลัก:

  • พึ่งพา AI มากเกินไปจนไม่มีคนดูแล เกิดข้อผิดพลาดร้ายแรง

  • ขาดคนในตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะการออกแบบและควบคุม AI

  • อำนาจตกอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีและรัฐบาลไม่กี่แห่ง

  • สังคมและเศรษฐกิจพังจากการว่างงานมหาศาล

โอกาสที่มี:

  • ธุรกิจแบบ AI-native ที่เพรียวบาง คล่องตัว

  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบกลายเป็นข้อได้เปรียบ

  • โอกาสออกแบบระบบงานและการศึกษาใหม่ทั้งหมด

กลยุทธ์ที่ควรทำ:

  • เตรียมพร้อมรับมือกับการบริโภคที่ลดลง วางแผนการลงทุนให้รอบคอบ

  • หลีกเลี่ยงการพึ่งพา AI ตัวเดียว ต้องมีทางเลือก

  • คงไว้ซึ่งบทบาทของคนในการตัดสินใจสำคัญ

  • ทำงานกับรัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการทำระบบอัตโนมัติ

สถานการณ์ที่ 3: Co-Pilot Economy

ความเสี่ยงหลัก:

  • พึ่งพา AI จนลดทอนการตัดสินใจของคน เพิ่มโอกาสเกิดข้อผิดพลาด

  • ฟองสบู่ AI แตก นักลงทุนหนีออกจากตลาด

  • บางประเทศหรืออุตสาหกรรมตั้งกฎมากเกินไปหรือน้อยเกินไป

  • แข่งขันกันด้าน AI และคนเก่ง

โอกาสทอง:

  • นวัตกรรมเร็วขึ้นในหลายอุตสาหกรรม

  • AI ช่วยให้คนธรรมดาทำอะไรได้มากขึ้น โฟกัสงานคุณค่าสูง

  • ห่วงโซ่อุปทานแข็งแกร่งและยืดหยุ่นขึ้น

กลยุทธ์ที่ควรทำ:

  • ลงทุนระยะยาวในการเป็นผู้นำ AI

  • สร้างวัฒนธรรมคน-AI ทำงานร่วมกัน กำหนดงานที่คนต้องทำเอง

  • ขยายการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ที่ 4: Stalled Progress

ความเสี่ยงหลัก:

  • ลงทุน AI มากเกินไปทั้งที่ผลตอบแทนน้อย

  • ประเทศต่างๆ ป้องกันไม่ให้คนเก่งย้ายออก

  • เศรษฐกิจไม่เติบโต สังคมแตกแยก คนหมดกำลังใจ

  • ต้องการกำไรระยะสั้น ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงจริงจัง

โอกาสที่มี:

  • AI ช้าลงทำให้มีเวลาตั้งกฎระเบียบให้ดี

  • โซลูชัน AI เฉพาะทางและนวัตกรรมในท้องถิ่นเติบโต

  • ทดลองได้อย่างปลอดภัย เสี่ยงน้อย

กลยุทธ์ที่ควรทำ:

  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน โฟกัสตลาดหลัก

  • ฝึกคนให้มีทักษะที่เหมาะกับงานจริง สามารถปรับตัวได้

  • ลงทุนในระบบข้อมูลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

  • สร้างพันธมิตรเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด

ข้อมูลจากผู้บริหารทั่วโลก: AI จะส่งผลอย่างไร?

จากการสำรวจผู้บริหารระดับสูงกว่า 10,000 คนทั่วโลก พบว่า:

  • 54.3% เชื่อว่า AI จะแทนที่งานจำนวนมาก

  • 44.6% คาดว่า AI จะเพิ่มกำไรของธุรกิจ

  • 37.0% คิดว่า AI จะทำให้สินค้าบริการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

  • 30.0% เชื่อว่า AI จะทำให้ราคาสินค้าถูกลง

  • 24.0% คาดว่า AI จะสร้างงานใหม่จำนวนมาก

  • 23.6% กังวลว่า AI จะทำให้ธุรกิจรวมศูนย์มากขึ้น (ตลาดถูกครอบงำโดยบริษัทไม่กี่แห่ง)

  • 21.4% กังวลว่า AI จะเพิ่มการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนบางกลุ่ม

  • เพียง 12.1% เท่านั้นที่คิดว่า AI จะทำให้ค่าจ้างสูงขึ้น

Screenshot 2569-02-02 at 11.26.50.pngกลยุทธ์ที่ทุกธุรกิจควรทำตั้งแต่วันนี้

ไม่ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหนในสี่สถานการณ์ข้างต้น WEF แนะนำกลยุทธ์ "No-Regret" หรือกลยุทธ์ที่ทำแล้วไม่เสียหาย ดังนี้:

1. เริ่มเล็ก สร้างเร็ว ขยายที่ได้ผล (Start Small, Build Fast, Scale What Works)

ทำอย่างไร:

  • เริ่มจากโปรเจกต์ทดลองขนาดเล็กที่ควบคุมความเสี่ยงได้

  • เลือกงานที่มีความเสี่ยงต่ำก่อน เช่น งานเอกสาร งานรายงานง่ายๆ

  • เรียนรู้จากความล้มเหลว แต่ด้วยต้นทุนต่ำ

  • เมื่อเจอสิ่งที่ได้ผล ค่อยขยายไปยังส่วนอื่นๆ

Screenshot 2569-02-02 at 11.27.03.png2. เชื่อมโยงกลยุทธ์เทคโนโลยีกับกลยุทธ์คน (Align Technology and Talent Strategies)

ทำอย่างไร:

  • การลงทุน AI กับการพัฒนาคนต้องเดินควบคู่กัน

  • ไม่ใช่แค่ซื้อเครื่องมือ แต่ต้องฝึกคนให้ใช้เป็น

  • สร้างระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามงานจริงของแต่ละคน (Personalized Learning)


3. ลงทุนในการทำงานร่วมกันระหว่างคน-AI (Invest in Human-AI Collaboration)

ทำอย่างไร:

  • ออกแบบขั้นตอนการทำงานที่คนและ AI ช่วยเหลือกัน

  • กำหนดชัดเจนว่างานไหนเหมาะกับคน งานไหนเหมาะกับ AI

  • สร้างวัฒนธรรมที่คนไม่กลัว AI แต่เห็นว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น

4. ลงทุนในการจัดการข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน (Invest in Data Governance and Infrastructure)

ทำอย่างไร:

  • AI ดีเท่าข้อมูลที่ใช้ฝึก ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน ครบถ้วน

  • ตั้งมาตรฐานการจัดเก็บ การรักษาความปลอดภัย และการใช้ข้อมูล

  • สร้างความไว้วางใจด้วยความโปร่งใสในการใช้ข้อมูล

5. คาดการณ์ความต้องการทักษะและเตรียมห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต (Anticipate Talent Needs)

ทำอย่างไร:

  • ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ว่าในอนาคตต้องการทักษะอะไร

  • ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันฝึกอบรม เพื่อผลิตคนที่มีทักษะที่ต้องการ

  • สร้างระบบการเรียนรู้และเคลื่อนย้ายทักษะภายในองค์กร (Internal Mobility)

6. สร้างวัฒนธรรมองค์กรและความไว้วางใจในเทคโนโลยี (Strengthen Organizational Culture)

ทำอย่างไร:

  • ปลูกฝังความอยากรู้อยากเห็น ความคล่องตัว และการทดลอง

  • สร้างบรรยากาศที่ล้มเหลวได้ แต่ต้องเรียนรู้จากความล้มเหลว

  • ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใช้ AI

  • โปร่งใสเรื่องจริยธรรมและความรับผิดชอบ

Screenshot 2569-02-02 at 11.27.19.png7. เตรียมรับมือผลกระทบที่แตกต่างกันในแต่ละงาน (Prepare for Different Implications)

ทำอย่างไร:

  • เข้าใจว่างานต่างๆ ได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน

  • งานซ้ำๆ งานเอกสาร อาจถูกแทนที่ก่อน

  • งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความเห็นอกเห็นใจ การตัดสินใจซับซ้อน ยังต้องการคน

  • เตรียมแผนรองรับทั้งสองกรณี

8. ออกแบบการทำงานแบบหลายรุ่น (Design Multi-Generational Workflows)

ทำอย่างไร:

  • ให้คนรุ่นเก่าเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี

  • ให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ประสบการณ์และภูมิปัญญาจากคนรุ่นเก่า

  • สร้างทีมผสมที่ใช้จุดแข็งของแต่ละรุ่นอายุ

9. ใช้ประโยชน์จากพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Leverage Strategic Partnerships)

ทำอย่างไร:

  • ร่วมมือกับคนอื่นที่มีความเชี่ยวชาญที่เราขาด

  • แลกเปลี่ยนความรู้กับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน (บางเรื่อง)

  • ทำงานกับมหาวิทยาลัย สตาร์ทอัพ ผู้ขายซอฟต์แวร์ นักลงทุน

  • สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้


ทักษะ AI ที่ต้องการเพิ่มขึ้น 70% ในหนึ่งปี

LinkedIn รายงานว่าความต้องการทักษะ AI Literacy เพิ่มขึ้น 70% ระหว่างปี 2024-2025 ซึ่งหมายความว่า:

  1. ทักษะมีอายุสั้นลง สิ่งที่เรียนวันนี้อาจล้าสมัยในไม่กี่ปี

  2. การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น

  3. องค์กรต้องลงทุนในการอัปสกิลพนักงานอย่างต่อเนื่อง

Screenshot 2569-02-02 at 11.27.36.pngทิ้งท้าย: AI ไม่ได้แย่งงานทุกคน แต่จะคัดคนที่ปรับไม่ทันออก

อนาคตของงานในปี 2030 ไม่ได้ถูกกำหนดโดย AI เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ:

  1. ความเร็วของการพัฒนา AI - จะก้าวกระโดดหรือค่อยเป็นค่อยไป?

  2. ความพร้อมของคน - เราจะปรับตัวทันหรือไม่?

4 สถานการณ์ที่เป็นไปได้:

  • Supercharged Progress: AI เร็ว + คนพร้อม = โลกเปลี่ยนไปมาก มีโอกาสแต่ก็มีความท้าทาย

  • Age of Displacement: AI เร็ว + คนไม่พร้อม = วิกฤตการว่างงาน สังคมแตกแยก

  • Co-Pilot Economy: AI ช้า + คนพร้อม = ทำงานคู่กัน สมดุลที่สุด

  • Stalled Progress: AI ช้า + คนไม่พร้อม = ติดขัด ผิดหวัง ไม่ก้าวหน้า

สิ่งที่ทุกธุรกิจควรทำตอนนี้:

  1. เริ่มเล็ก ทดลองเร็ว ขยายสิ่งที่ได้ผล

  2. เชื่อมโยงกลยุทธ์ AI กับการพัฒนาคน

  3. สร้างวัฒนธรรมคน-AI ทำงานร่วมกัน

  4. ลงทุนในข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน

  5. คาดการณ์ความต้องการทักษะและเตรียมคนล่วงหน้า

  6. สร้างความไว้วางใจในองค์กร

  7. เตรียมรับมือผลกระทบที่แตกต่างกันในแต่ละงาน

  8. ให้คนต่างรุ่นทำงานร่วมกันและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

  9. สร้างพันธมิตรและแลกเปลี่ยนเรียนรู้


ในท้ายที่สุด AI อาจเปลี่ยนรูปแบบของงานไปอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด คือความสามารถของมนุษย์ในการเรียนรู้ ปรับตัว และกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับคุณค่าที่สังคมต้องการ 

เตรียมพร้อมรับมืออนาคตของงานกับ Jobcadu ค้นพบคอร์สเรียนและทักษะที่คุณต้องมี เพื่อไม่ถูก AI แซงหน้า 


อาชีพที่เกี่ยวข้อง