โพสต์เมื่อ September 12, 2025
Growth
แท็ก:
ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของยุคสมัย คำถามใหญ่ของสังคมไทยวันนี้คือ “เราจะกำกับทิศทางของ AI ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร” งานเสวนา The Next HumAnIty ที่จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จึงเกิดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่สนทนา ค้นหาคำตอบ และจุดประกายสังคมไทยให้ใช้ คุณธรรมเป็นเข็มทิศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้งของโลกดิจิทัล
และครั้งนี้ Jobcadu ก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานด้วย ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจเข้าฟังฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
เริ่มด้วยรศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดว่า “ดัชนีชี้วัดคุณธรรมของคนไทยทั้ง 3 ช่วงวัย (13–24 ปี, 25–40 ปี และ 41 ปีขึ้นไป) อยู่ในระดับ ‘พอใช้’ เฉลี่ย 4.3 คะแนน ขณะที่ดัชนีทุนชีวิตอยู่ในระดับ ‘ดี’ มีคะแนนเฉลี่ยเกือบ 79% โดยเฉพาะกลุ่มวัย 41 ปีขึ้นไปที่มี ‘พลังตัวตน’ โดดเด่นที่สุด ส่วนในระดับภูมิภาค พบว่าภาคตะวันตกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับ ‘ดีมาก’ ที่ร้อยละ 80.41 สะท้อนถึงศักยภาพทุนชีวิตที่แข็งแรงและเป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางสังคมไทยในอนาคต”
การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลกระทบต่อทุกมิติของสังคม ตั้งแต่การทำงาน การใช้ชีวิต ไปจนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายใหม่ๆ ทั้งด้านจริยธรรม ภัยคุกคามทางไซเบอร์จาก Deepfake และ AI Phishing รวมถึงคำถามสำคัญต่ออนาคตของแรงงานไทย
ศูนย์คุณธรรมจึงเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้าง “พื้นที่กลาง” เพื่อเปิดเวทีพูดคุยและหาทางออกอย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้การพัฒนา AI เดินหน้าไปบนรากฐานของ คุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม
เพื่อสะท้อนหัวใจของการเสวนา รศ.นพ.สุริยเดว ได้ทิ้งท้ายด้วยคำถามสำคัญว่า “เรากำลังสร้างคนให้กลายเป็นหุ่นยนต์ หรือสร้างให้เป็นมนุษย์ที่เดินได้กันแน่?” พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึง 5 คุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์แตกต่างและ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ ได้แก่:
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) – การมองเห็นสิ่งใหม่และคิดนอกกรอบ
แรงบันดาลใจ (Inspiration) – การปลุกพลังให้ผู้อื่นเดินตามฝัน
ความใฝ่รู้ (Curiosity) – ความอยากเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
คุณธรรม (Morality) – การยึดถือสิ่งที่ถูกต้องและมีจริยธรรม
สายใยรักและความเอื้ออาทร (Loving Care) – ความห่วงใย ความผูกพัน และความเมตตาต่อกันในสังคม
ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า แม้ AI จะพัฒนาอย่างรวดเร็วและทรงพลังเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์มีคุณค่าและแตกต่าง คือ จิตใจ ความรัก และคุณธรรม ที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้
“เมื่อเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว คำถามต่อมาคือ…แนวโน้มใดบ้างที่จะกำหนดทิศทางของมนุษยชาติในยุคถัดไป?” เราจะพาไปเจาะลึกกันทีละหัวข้อ

ในเวที Trends to Watch คุณณัฐกร เวียงอินทร์ Head of Content & Branding, Future Trends ได้พูดเกี่ยวกับอนาคตผ่าน 4 เมกะเทรนด์สำคัญ ที่จะหล่อหลอมสังคมมนุษย์หลังปี 2025
Responsible AI – ปัญญาประดิษฐ์ที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม
จากคดีความลิขสิทธิ์ที่ Anthropic ต้องจ่ายกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ไปจนถึงภัย Deepfake และกรณี AI ที่สร้างโศกนาฏกรรมในชีวิตจริง ล้วนเป็นสัญญาณว่าโลกยังขาด “มาตรฐานและความรู้เท่าทัน” (AI Literacy) เพื่อนำ AI ไปใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
Sustainability Resilience – ความยั่งยืนเพื่อรับมือโลกเดือด
จาก “เมืองฟองน้ำ” ที่อู่ฮั่น ไปจนถึง “Boston Climate Ready Plan” ทุกประเทศต่างต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น การสร้าง resilience จึงไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่เป็นยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดของเมืองและมนุษยชาติ
Longevity Society – อายุยืนอย่างมีคุณภาพ
แนวคิด “ยืนอย่างสุข” ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีชีวิตยาวนาน แต่คือการมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง อิงจากบทเรียนของชุมชนอายุยืนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นโอกินาว่าที่กินมันม่วงเป็นอาหารหลัก หรือวัฒนธรรมการใช้ชีวิตเรียบง่ายที่ลดความเครียดลงได้อย่างมหาศาล
Geopolitics 2.0 – เมื่อการเมืองโลกสั่นคลอน
ความตึงเครียดระหว่างประเทศ ตั้งแต่รัสเซีย–ยูเครน ไปจนถึงตะวันออกกลาง ล้วนส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและเกษตรกรรมโดยตรง ประเทศไทยจึงต้องเร่งใช้ AgriTech และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มิฉะนั้นจะไม่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้
อีกหนึ่งเวทีสำคัญคือ Deep Dive Panel: AI at Work โดยคุณแทนพงศ์ CPO, FutureSkill และคุณปฤณ CEO, AEIOU ที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า AI จะไม่มาแย่งงานมนุษย์ แต่จะ เปลี่ยนวิธีทำงาน ไปโดยสิ้นเชิง

AI = Scale & Speed
งานที่ต้องการความเร็วและปริมาณ AI ทำได้ดีกว่า เช่น การเขียน การแปล การสร้างคอนเทนต์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูล
Human = Sense & Soul
งานที่ต้องใช้ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณ ยังเป็นพื้นที่ของมนุษย์ เช่น การสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน หรือการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า
คุณแทนพงศ์เสนอว่า “มนุษย์ต้องเป็น AI Driver ไม่ใช่แค่ AI Passenger” ต้องรู้เท่าทันข้อจำกัด เข้าใจอคติ (Bias) และใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ ขณะที่คุณปฤณย้ำว่า หนทางรอดคือการพัฒนาตัวเองให้เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของ AI ไม่ว่าจะเป็นการฝึก Critical Thinking, Communication หรือการต่อยอด Domain Knowledge ของตนเอง
ในเซสชัน Digital Shield: Building AI Literacy for All Generations คุณทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ และ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ย้ำถึง “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ที่ทุกคนควรมี นั่นคือการใช้ วิจารณญาณและคุณธรรม เป็นเกราะป้องกัน เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อข้อมูลเท็จหรือ Deepfake
การรู้จัก “เสียงของตัวเอง” จึงเป็นทักษะใหม่ที่สำคัญ เพราะในยุคที่ AI เลียนแบบทุกอย่างได้หมด อัตลักษณ์และความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์กลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่า
ปิดท้ายโดย ผศ.นพ.จิรยศ จินตนาดิลก อายุรเเพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางด้านการนอนหลับ MedPark Hospital และ คุณกัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ CEO , Founder ของ Ooca ชี้ให้เห็นว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ เช่น การช่วยตรวจจับภาวะนอนไม่หลับ ความเหงา หรือการดูแลสุขภาพแบบ personalized
แต่หัวใจสำคัญคือ AI ต้องไม่แทนที่มนุษย์ หากแต่เป็นผู้ช่วยในการยืด Health Span (ช่วงเวลาที่มีสุขภาพแข็งแรง) ไม่ใช่แค่ Life Span (ช่วงชีวิตที่ยืนยาว)

“The Next HumAnIty” คือสัญญาณสำคัญว่า อนาคตของ AI และสังคมไทยจะเดินไปทางใด ขึ้นอยู่กับ การเลือกของเรา หากเราร่วมกันใช้คุณธรรมเป็นเข็มทิศ AI ก็จะไม่ใช่ภัยร้าย แต่จะเป็นพลังสร้างสรรค์ที่พาเราก้าวสู่โลกใหม่อย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน และไม่ทิ้งหัวใจความเป็นมนุษย์
ขอขอบคุณ ศูนย์คุณธรรม (Moral Space) ที่จัดงานเสวนาดี ๆ ครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อจุดประกายให้สังคมไทยมองเห็นอนาคตของเทคโนโลยีผ่านเลนส์ของคุณธรรม
และหากไม่อยากพลาด ข่าวสารงานดี ๆ บทความพัฒนาตัวเอง และเทรนด์โลกการทำงาน ติดตาม Jobcadu ไว้ได้เลย