โพสต์เมื่อ May 29, 2026
Inspiration
ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ภาวะผู้นำไม่ได้หมายถึงการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อสร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังหมายถึง “เป้าหมายที่ชัดเจน การพัฒนาบุคลากร และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง”
คุณวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า ซึ่งดูแลการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เมียนมา กัมพูชา และลาว กล่าวถึงบทบาทของเขาที่ครอบคลุมทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลาด และผู้บริโภคนับล้านคน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตำแหน่งผู้นำของคุณวิคเตอร์ไม่ได้เป็นเส้นตรงเพียงเส้นเดียว แต่ถูกหล่อหลอมผ่านประสบการณ์การทำงานในระดับนานาชาติ การเรียนรู้จากหลากหลายสายงาน และความเชื่อที่ว่าองค์กรสามารถประสบความสำเร็จทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้
ในการสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ เขาได้แบ่งปันบทเรียนสำคัญจากเส้นทางอาชีพ มุมมองต่ออนาคตของอุตสาหกรรม FMCG และคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างเส้นทางอาชีพที่มีความหมาย
ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของหนึ่งในบริษัทอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลกในภูมิภาคอินโดไชน่า เส้นทางอาชีพของคุณ Victor Seah ได้ผ่านการทำงานในหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรม
ตลอดเส้นทางการทำงาน เขาเคยทำงานในหลายตลาด ไม่ว่าจะเป็น เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย สหรัฐอเมริกา และสวิตเซอร์แลนด์
นอกจากประสบการณ์ในหลายประเทศแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความหลากหลายของบทบาทงานที่เขาได้ทำ
แทนที่จะเชี่ยวชาญเพียงสายงานเดียวตั้งแต่ต้น เขาได้สร้างประสบการณ์ในหลายฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการขาย การตลาด การพัฒนาธุรกิจ การเงิน และงานเชิงพาณิชย์
การทำงานข้ามวัฒนธรรมและข้ามสายงานเช่นนี้ได้หล่อหลอมแนวคิดความเป็นผู้นำของเขาอย่างลึกซึ้ง
“การได้ทำงานในหลายประเทศและหลายฟังก์ชันคือสิ่งที่หล่อหลอมให้ผมเป็นผมในวันนี้”
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขามองเห็นการดำเนินธุรกิจจากหลายมุมมอง ตั้งแต่การทำงานใกล้ชิดกับผู้บริโภคในระดับแนวหน้า ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในระดับองค์กร
หลังจากทำงานในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงมานานหลายทศวรรษ อะไรคือสิ่งที่ยังคงทำให้เขามีแรงบันดาลใจในการทำงาน?
สำหรับคุณวิคเตอร์คำตอบอยู่ที่แนวคิด “การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จควบคู่ไปกับการสร้างสิ่งดีให้สังคม”
หัวใจสำคัญของ Nestlé คือปรัชญาที่ดำรงอยู่มานานอย่าง “Good food, Good life”
เป้าหมายนี้มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านโภชนาการและนวัตกรรมด้านอาหาร ซึ่งส่งผลต่อผู้บริโภคนับล้านคนในแต่ละวัน
ตั้งแต่เครื่องดื่มไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารในครัวเรือน สินค้าของบริษัทเข้าถึงเกือบทุกครัวเรือนในประเทศไทย และผู้บริโภคนับพันล้านคนทั่วโลก
แต่สิ่งที่ทำให้องค์กรแตกต่างจริง ๆ ในมุมมองของ Victor คือแนวคิด "สร้างคุณค่าร่วม" (Creating Shared Value)
ต่างจากแนวคิด CSR แบบดั้งเดิมที่มักเป็นการบริจาคหรือการให้ความช่วยเหลือ แนวคิดนี้มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อธุรกิจและชุมชน
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการทำงานร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟและเกษตรกรโคนมในหลายประเทศ
แทนที่จะเพียงซื้อวัตถุดิบ บริษัทได้ลงทุนในการช่วยพัฒนาเกษตรกรให้มีผลผลิตที่ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถทำการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว
“การสร้างคุณค่าร่วมก็เหมือนการสอนคนให้จับปลา ไม่ใช่แค่ให้ปลาเขาไป”
สำหรับคุณวิกเตอร์การได้เห็นเกษตรกรเติบโตทางธุรกิจ และเห็นพนักงานพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำรุ่นใหม่ คือความสุขสำคัญของการทำงาน
คนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจตั้งคำถามว่า อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมยังคงมีโอกาสที่น่าตื่นเต้นอยู่หรือไม่
เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรม FMCG ยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความเคลื่อนไหวและน่าสนใจที่สุดในโลก
คุณวิกเตอร์เชื่อว่าภาคธุรกิจ FMCG ยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีพลวัตมากที่สุดในโลก บริษัทอย่างเนสท์เล่อยู่ในจุดตัดระหว่างพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี เทรนด์สุขภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูล ความคาดหวังของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย ทำให้บริษัทต้องสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน บริษัท FMCG ยังมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของสังคม
ตัวอย่างหนึ่งคือการปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้มีน้ำตาลน้อยลงหรือมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น
แม้คนรุ่นก่อนอาจรู้สึกว่ารสชาติเปลี่ยนไป แต่คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับสูตรใหม่กลับมองว่านั่นคือรสชาติที่พวกเขาคุ้นเคย
การปรับเปลี่ยนเช่นนี้ทำให้บริษัทสามารถยกระดับโภชนาการของผู้บริโภคในวงกว้างได้
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมคือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
การตัดสินใจในด้านซัพพลายเชน การตลาด และข้อมูลผู้บริโภค ล้วนขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีความท้าทายและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
“FMCG เป็นอุตสาหกรรมที่น่าตื่นเต้น เพราะมันเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลง และการสร้างผลกระทบต่อชีวิตผู้คน”
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพ คุณวิกเตอร์มีคำแนะนำที่อาจฟังดูสวนทางกับสิ่งที่หลายคนคิด
“ให้เลือกการเรียนรู้ก่อนเงินเดือน”
ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่ค่าตอบแทน แต่คือโอกาสในการเรียนรู้ คนรุ่นใหม่ควรมองหาบทบาทงานที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้เร็ว ได้รับความรับผิดชอบ และพัฒนาทักษะที่จะส่งผลต่อเส้นทางอาชีพในระยะยาว นอกจากนี้ เขายังเน้นถึงความสำคัญของการเลือกองค์กรที่มีวัฒนธรรมสอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว
เมื่อค่านิยมส่วนตัวและองค์กรสอดคล้องกัน แรงจูงใจในการทำงานก็จะยั่งยืนมากขึ้น
เขาเชื่อว่าทุกคนควรพัฒนาความสามารถหลัก 3 ด้าน ได้แก่
1. ความเชี่ยวชาญในสายงาน
ในช่วงต้นอาชีพ ควรสร้างความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น การขาย การเงิน การตลาด หรือการดำเนินงาน
2. การทำงานร่วมกับผู้คน
ภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องของอำนาจ แต่คือการร่วมมือ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม
3. การสร้างเครือข่ายและมุมมองที่กว้างขึ้น
การรู้จักผู้คนจากหลากหลายอุตสาหกรรมช่วยเปิดมุมมองและสร้างโอกาสใหม่ ๆ
เขาเองก็เข้าร่วม Nestlé ในช่วงกลางของเส้นทางอาชีพ
ก่อนหน้านั้น เขาทำงานในอุตสาหกรรมเบียร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งต้องใช้เวลาส่วนใหญ่พบลูกค้าในสถานบันเทิงช่วงกลางคืน แม้จะประสบความสำเร็จในอาชีพ แต่เขารู้สึกว่าไลฟ์สไตล์เช่นนั้นไม่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัวอีกต่อไป นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางอาชีพครั้งใหญ่
คำแนะนำของเขาสำหรับคนที่กำลังลังเลในอาชีพคือ
“เปิดโอกาสให้ตัวเองเสมอ”
การมองหาโอกาสใหม่ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการลาออกทันที แต่เป็นการสำรวจว่ามีองค์กรหรือบทบาทอื่นที่สอดคล้องกับตัวตนของเรามากกว่าหรือไม่
สำหรับเขา Nestlé คือองค์กรที่ตอบโจทย์นั้น
“Nestlé ไม่เคยขอให้ผมต้องประนีประนอมกับค่านิยมส่วนตัว”
เช่นเดียวกับบริษัทระดับโลกหลายแห่ง Nestlé ตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050
แต่เขาเชื่อว่าเป้าหมายระยะยาวต้องมีเป้าหมายระยะสั้นที่วัดผลได้
บริษัทเริ่มต้นเส้นทาง Net Zero ตั้งแต่ปี 2021 และกำหนดเป้าหมายสำคัญในปี 2025 ใน 4 ด้าน ได้แก่
การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน (Sustainable sourcing)
บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Packaging sustainability)
การบริหารจัดการน้ำ (Water stewardship)
การลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon reduction)
อย่างไรก็ตาม การสร้างความยั่งยืนในระดับใหญ่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ อุตสาหกรรม และผู้บริโภค
แม้ผู้บริโภคในประเทศไทยจะตระหนักเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น แต่ความพร้อมในการจ่ายเพิ่มเพื่อสินค้าที่ยั่งยืนยังคงเป็นเรื่องที่กำลังพัฒนา
ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว และอุตสาหกรรม FMCG ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เขามีมุมมองที่น่าสนใจต่อเรื่องนี้
“AI จะไม่แทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่คนที่ใช้ AI จะมาแทนที่คนที่ไม่ใช้ AI”
AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและให้ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็ว แต่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การสร้างทีม และภาวะผู้นำ ยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องทำ
หลายคนอาจไม่ทราบถึงขนาดและอิทธิพลของ Nestlé ในระดับโลก บริษัทมีแบรนด์มากกว่า 2,000 แบรนด์ และดำเนินธุรกิจในเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก ในจำนวนนี้มีถึง 31 แบรนด์ที่ถูกเรียกว่า “Billionaire Brands” ซึ่งหมายถึงแบรนด์ที่สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
แบรนด์ที่คุ้นเคยอย่าง Nescafé, Milo และ Maggi ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภคนับล้านคนทั่วโลก
เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์เหล่านี้ คือวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดถือหลักการสำคัญเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ “ความเคารพ”
ความเคารพต่อตนเองและผู้อื่น
ความเคารพต่อความหลากหลาย
ความเคารพต่อชุมชนและโลกใบนี้
ปรัชญานี้เป็นแนวทางสำคัญที่กำหนดวิธีการทำงานร่วมกันของพนักงาน และเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมภายในองค์กร
ในช่วงท้ายของการสนทนา Victor Seah ได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับความหมายของภาวะผู้นำที่แท้จริง หลายคนอาจมีตำแหน่งผู้นำ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเดินตามได้
“การจะเป็นผู้นำ คุณต้องมีผู้ติดตาม”
ผู้นำที่ดีสามารถสร้างผู้ติดตามได้ แต่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะก้าวไปไกลกว่านั้น นั่นคือการสร้างผู้นำรุ่นต่อไปขึ้นมา
สำหรับ Victor ภาวะผู้นำไม่ได้หมายถึงการเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในห้องประชุม แต่หมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ทีมสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุผลลัพธ์ร่วมกัน
“หน้าที่ของคุณไม่ใช่การเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในห้อง แต่คือการสร้างทีมที่สามารถทำงานร่วมกันและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน”
หนึ่งในแนวโน้มที่ Victor สังเกตเห็นในคนรุ่นใหม่ คือหลายคนเลือกที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่าการก้าวสู่บทบาทผู้จัดการหรือผู้นำทีม
ในมุมมองของเขา ทั้งสองเส้นทางล้วนเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง
ในองค์กรขนาดใหญ่อย่าง Nestlé ผู้เชี่ยวชาญในสายงานต่าง ๆ เช่น การผลิต ซัพพลายเชน หรือการวิจัย สามารถสร้างเส้นทางอาชีพที่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม บทบาทผู้นำต้องอาศัยทักษะที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้คน และการนำทีมไปสู่เป้าหมายร่วมกัน
ไม่ว่าใครจะเลือกเส้นทางของผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำ หรือผู้ประกอบการ มีหลักการหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิมเสมอ
คุณต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งและโดดเด่นในบางสิ่งบางอย่างให้ได้
หนึ่งในแนวโน้มที่เขาสังเกตเห็นในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ คือความต้องการที่จะเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” มากกว่าการเป็นผู้จัดการ โดยคุณวิกเตอร์เชื่อว่าทั้งสองเส้นทางล้วนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง
ในองค์กรขนาดใหญ่อย่าง Nestlé ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น การผลิต ซัพพลายเชน หรือการวิจัย สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในสายอาชีพได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม บทบาทของผู้นำนั้นต้องการทักษะอีกชุดหนึ่ง โดยเฉพาะความสามารถในการทำงานกับผู้คน และการนำทีมไปสู่เป้าหมายร่วมกัน
เมื่อมองไปข้างหน้า แม้ว่าภูมิทัศน์ของธุรกิจจะยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และความสำคัญของความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง องค์กรจะยังคงต้องการคนที่ผสานทั้งความสามารถและคุณลักษณะภายใน ทั้งความมุ่งมั่น เป้าหมายที่ชัดเจน และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ คำแนะนำยังคงชัดเจน: ตั้งใจเรียนรู้ เปิดรับสิ่งใหม่ และพัฒนาตัวเองให้เชี่ยวชาญในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ไม่ว่าคุณจะเลือกเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำ หรือผู้ประกอบการ ความสำเร็จไม่ได้ถูกกำหนดด้วยตำแหน่ง แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างคุณค่าและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ความสำเร็จในอาชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นผู้จัดการ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำ
หรือผู้ประกอบการ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นเลิศในสิ่งที่คุณเลือก”