Logo
Logo
  • งาน
    ค้นหางาน
    งานระยะไกล
    เครื่องมือสร้างเรซูเม่
    เครื่องมือโปรไฟล์มืออาชีพ
  • อาชีพ
    ชุดเครื่องมืออาชีพ
    บทความอาชีพ
  • การศึกษา
  • ที่ปรึกษาด้านอาชีพ
  • Jobcadu Logo

    แพลตฟอร์มอาชีพที่ดีที่สุดสำหรับการหางาน, การสรรหาบุคลากร, ค้นหาอาชีพ และค้นพบแหล่งการศึกษา

    งานตามหมวดหมู่

    งานระยะไกล

    งานที่ AI แนะนำ

    เครื่องมือสร้างเรซูเม่

    โปรไฟล์มืออาชีพ

    การวิเคราะห์โปรไฟล์

    การพัฒนาอาชีพ

    ชุดเครื่องมืออาชีพ

    ข้อมูลเชิงลึกด้านอาชีพ

    รายงาน DNA อาชีพ

    แผนที่อาชีพ

    หลักสูตรและโปรแกรม

    ที่ปรึกษาและการฝึกสอน

    ค้นหาที่ปรึกษา

    เป็นที่ปรึกษา

    สำหรับนายจ้าง

    ประกาศงาน

    ราคา


    เกี่ยวกับเรา

    ข้อกำหนดการใช้งาน

    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    © 2025 Jobcadu. สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

    1. อาชีพ

    2. รีชาร์จชีวิตการทำงานด้วย 8 พอดแคสต์สร้างแรงบันดาลใจ

    รีชาร์จชีวิตการทำงานด้วย 8 พอดแคสต์สร้างแรงบันดาลใจ

    โพสต์เมื่อ October 29, 2024

    Wellbeing

    แท็ก:

    Self-doubt
    Mental Health
    Development
    พัฒนาตัวเอง
    Personal Development
    การพัฒนาตัวเอง
    Missiontothemooon
    missiontothemoonpodcast
    Self-Awareness
    Podcast

    รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่วนลูปเดิมๆ ไหม? งานที่เคยรักกลับกลายเป็นภาระที่แบกไว้ทุกวัน เหนื่อยใจกับปัญหาเดิมๆ ที่แก้ไม่ตก ลองมาหาทางออกด้วยกัน ด้วย 8 พอดแคสต์ที่จะช่วยให้คุณกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง 


    🔹 พอดแคสต์เรื่อง 1: หมดแรงใจจะไปต่อ? 5 วิธีพักผ่อนเมื่อจิตใจเหนื่อย 

    พอดแคสต์เกี่ยวกับการจัดการชีวิตในช่วงที่รู้สึกเครียดและเหนื่อยล้า โดยแนะนำวิธีที่ช่วยให้รู้สึกควบคุมชีวิตได้มากขึ้น


    1. สังเกตอาการของความเครียด: เช่น ไม่อยากตื่นเช้า รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ หรือรู้สึกว่าภาระหน้าที่มากเกินไปและนอนไม่หลับ

    2. เริ่มด้วยการ “Brain Dump”: เขียนทุกอย่างที่อยู่ในหัวลงมาเป็นรายการ จากนั้นเลือกสิ่งสำคัญที่สุด 3 อย่างที่ต้องทำ แล้วโฟกัสกับมัน สิ่งที่เหลือให้จัดการทีหลัง

    3. จัดการสิ่งแวดล้อม: จัดบ้านหรือพื้นที่ทำงานให้เป็นระเบียบ เรียบง่ายและสงบ เพื่อให้จิตใจรู้สึกผ่อนคลาย

    4. สร้าง Mini Routines: ตั้งกิจวัตรเล็กๆ ที่ทำได้ทุกวัน เช่น นั่งสมาธิ 5 นาที หรือยืดเหยียดร่างกายสั้นๆ เพื่อสร้างความสมดุล

    5. แบ่งเวลาทำงานเป็นช่วงๆ: ทำงานอย่างมีโฟกัสเป็นช่วงเวลา เช่น ทำงาน 90 นาที พักสั้นๆ แล้วทำต่อ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเครียด

    6. Recharge ตัวเองก่อนแบตหมด: หาวิธีชาร์จพลังเช่น การออกกำลังกาย พักผ่อน หรือทำสิ่งที่ชอบ เพื่อป้องกันการเหนื่อยล้าจนเกินไป


    ทั้งหมดนี้เป็นวิธีค่อยๆ ปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น และช่วยให้เรารู้สึกควบคุมและสงบมากขึ้น


    🔹 พอดแคสต์เรื่อง 2: เป็นคนสู้งาน แต่งานสู้กลับ! รับมืออย่างไรดี?

    เกี่ยวกับเมื่อเจองานที่สู้เรากลับจนรู้สึกเหนื่อยล้าและท่วมท้น มันไม่เพียงแค่ว่างานยากขึ้น แต่บางครั้งงานเหล่านั้นทับถมเข้ามาช่วงที่เรามีปัญหาชีวิตส่วนตัว เช่น ความสัมพันธ์พังทลายหรือความกังวลอื่น ๆ การเพิ่มเวลาและพลังงานอาจจะไม่ใช่ทางออกเสมอไป เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น สุขภาพกายและใจของเราจะเสื่อมลง


    เริ่มต้นด้วยการตามหาต้นเหตุของความล้า บางทีไม่ใช่เพราะงานเยอะ แต่เพราะมีบางส่วนของงานที่เราไม่ถนัดหรือไม่ชอบ ซึ่งทำให้รู้สึกเครียดตั้งแต่เริ่ม นอกจากนี้ การขีดเส้นแบ่งเวลาระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวชัดเจนจะช่วยให้เราพักผ่อนอย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น


    ต้องรับมือกับความเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ในตัวเอง ความสมบูรณ์แบบไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเสมอ บางครั้งการทำงานออกมา “ดีพอ” ก็เพียงพอแล้ว สำรวจดูว่าเราคิดไปเองหรือไม่ว่าต้องทำงานคนเดียว เพราะเชื่อว่าคนอื่นทำไม่ได้ดีพอ การกระจายงานช่วยลดความกังวล และเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เรียนรู้


    สุดท้าย การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเครียด การนอนหลับเพียงพอ ออกกำลังกาย และใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ทำให้เราผ่อนคลาย จะทำให้เรามีความพร้อมในการเผชิญกับงานที่ท้าทาย


    🔹 พอดแคสต์เรื่อง 3: รู้สึกผิดเมื่อหยุดงาน? 5 วิธีพักผ่อนให้เต็มที่ในวันหยุด

    เกี่ยวกับการหยุดทำงานและรู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ทำงานเป็นประเด็นที่หลายคนเผชิญ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การทำงานเข้ามาครอบงำชีวิตเกือบตลอดเวลา บางคนอาจรู้สึกผิดทันทีเมื่อไม่ได้ทำงาน หรือหยุดพัก โดยอาจเกิดจากความกดดันทางเศรษฐกิจหรือความคาดหวังจากการทำงานหนัก


    หลายครั้งเมื่อเราพักผ่อนหรือหยุดทำงาน ความรู้สึกผิดกลับเข้ามาครอบงำจิตใจ ทำให้การพักผ่อนไม่เต็มที่ และส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ การแก้ไขปัญหานี้ต้องเริ่มจากการตระหนักถึงความสำคัญของการพักผ่อนอย่างแท้จริง และทำให้เกิดความสมดุลระหว่างงานและชีวิต


    ควรเริ่มต้นด้วยการตั้งขอบเขตระหว่างงานและเวลาพักผ่อนให้ชัดเจน รวมถึงการฝึกที่จะไม่รู้สึกผิดเมื่อหยุดพัก หลายคนตกอยู่ในวงจรของการทำงานหนักเกินไป จนไม่สามารถผ่อนคลายได้แม้ในเวลาว่าง การจัดลำดับความสำคัญและสำรวจความรู้สึกของตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการล้าเรื้อรัง


    สุดท้ายการพักผ่อนที่ดีจะช่วยเติมพลังงานให้กลับมาใหม่ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น จึงควรจัดการกับความรู้สึกผิดอย่างมีเหตุผล และให้ความสำคัญกับการพักผ่อนเทียบเท่ากับการทำงาน


    🔹 พอดแคสต์เรื่อง 4: สรุปหนังสือ “Move!” ขยับสักนิดชีวิตก็ดีกว่าเดิมได้

    หนังสือ Move พูดถึงการทำงานของสมองและร่างกาย โดยเน้นว่าเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้ชีวิตอยู่เฉยๆ ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ใช้เวลา 70-80% ของวันในการนั่งเฉยหรืออยู่นิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีทำให้การเคลื่อนไหวลดน้อยลง เช่น การสั่งอาหารออนไลน์หรือการสื่อสารผ่านแอปต่างๆ


    ผู้เขียนเปรียบเทียบพฤติกรรมการเคลื่อนไหวในปัจจุบันกับในอดีต โดยชี้ให้เห็นว่าในอดีตมนุษย์ต้องออกไปล่าสัตว์หรือทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเอาชีวิตรอด แต่ในปัจจุบันเราใช้เวลาเฉยๆ มากขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน และปัญหาทางจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้า ความเครียด และสมาธิสั้น


    หนังสือยังระบุว่าการออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวเพียงแค่วันละ 30 นาทีไม่เพียงพอ ต้องมีการเคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน เช่น การเดินไปทำงาน การทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อน โดยมีตัวอย่างจากนักวิทยาศาสตร์ เช่น Charles Darwin ที่เคยกล่าวถึงความสำคัญของการเดินเพื่อกระตุ้นความคิดและสมอง


    นอกจากนี้ ผู้เขียนยังยกตัวอย่างกรณีของ Marcus God ที่เคยประสบปัญหาซึมเศร้า แต่การออกกำลังกายช่วยให้เขาฟื้นตัวและมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังมีผลต่อสุขภาพจิตและการคิดสร้างสรรค์


    ในที่สุด หนังสือเสนอแนวทางในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น การลุกขึ้นขยับตัวทุก 30 นาที การเดิน การทำงานที่ยืน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการเคลื่อนไหว โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวควรเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เป็นสิ่งที่ทำในเวลาว่าง เพื่อให้เรามีชีวิตที่มีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ


    🔹 พอดแคสต์เรื่อง 5: บอกลาความสัมพันธ์ Toxic ด้วยรักดีๆ ที่มอบให้ตัว

    พูดคุยเกี่ยวกับความรัก โดยเฉพาะเรื่องการเริ่มต้นจากการรักตัวเอง ซึ่งเป็นบทเรียนจากหนังสือ The Perks of Being a Wallflower เราอาจสงสัยว่าทำไมเราถึงเจอแต่ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนรัก หลายคนอาจมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นโชคชะตาหรือกรรม แต่จริงๆ แล้วมันอาจเกิดจากการที่เราไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงต้องทนอยู่กับความสัมพันธ์แบบนี้


    หนังสือ The Perks of Being a Wallflower ตั้งคำถามที่ท้าทายว่า “ทำไมฉันและคนที่ฉันรักถึงเลือกที่จะทำกับเราเหมือนกับเราไม่มีค่า?” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าบ่อยครั้งเราอาจยอมรับความรักที่ไม่คู่ควรกับตัวเอง เพราะเรามีความคิดว่าเราควรค่ากับความรักแบบไหน


    การเติบโตในครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่เราอยู่มีผลต่อวิธีที่เรามองความรัก ถ้าเราโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น เราจะรักคนอื่นด้วยความอบอุ่น แต่ถ้าเราโตมาในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรงหรือการด่าทอ เราอาจเข้าใจว่าความรักคือการทำร้ายหรือไม่สนใจความรู้สึกของกันและกัน


    หนังสือยังบอกถึงความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ซึ่งมีสัญญาณหลายประการ เช่น การต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้คนอื่นพอใจ การไม่ใส่ใจความรู้สึกของตัวเอง การถูกทำร้ายทางจิตใจหรือร่างกาย และการรู้สึกแย่ตลอดเวลา หากเรารู้สึกว่าเรามีสัญญาณเหล่านี้ อาจถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องถอยห่าง


    แม้จะเติบโตในครอบครัวที่มีความรักน้อยหรือมีความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ เราก็สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ โดยการเริ่มจากการรักตัวเอง เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราคู่ควรกับความรักที่ดีหรือไม่ และพยายามทำความเข้าใจว่าเราต้องการอะไรจากความสัมพันธ์


    สิ่งที่สำคัญคือการรับรู้สถานการณ์ที่เราอยู่ และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดเมื่อสิ้นสุดความสัมพันธ์นั้น เราต้องให้การให้อภัยกับตัวเองและคนในอดีต ทำให้เราเยียวยาบาดแผลและดูแลสุขภาพจิตและร่างกายของเรา


    สุดท้าย การเรียนรู้ที่จะรักตัวเองเป็นขั้นตอนสำคัญ เช่น การเลิกต่อว่าตัวเอง มองหาสิ่งดีๆ ในตัวเอง และรู้จักคุณค่าของตัวเอง การฝึกฝนเหล่านี้จะช่วยให้เราเปิดใจรับความรักที่ดีในอนาคต และออกจากวังวนของความสัมพันธ์ที่เป็นพิษได้


    การรักตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากเราตั้งใจและลงมือทำ ความรักที่ดีจะมาถึงเราในที่สุด


    🔹 พอดแคสต์เรื่อง 6: ออกแบบชีวิตให้มีความสุข ผ่าน 4 แกนสำคัญ

    คนที่รู้สึกสับสนในชีวิต ไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหน และเริ่มรู้สึกถึงความไม่แน่นอนของเวลา ชีวิตผ่านไปไวขึ้น ทำให้คิดถึงเรื่องที่เคยดูไกลตัวอย่างความตายมากขึ้น หลายคนเริ่มกังวลเพราะเศรษฐกิจไม่ดีและโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว จนไม่รู้จะปรับตัวยังไง บวกกับความเหลื่อมล้ำและความไม่แน่นอนที่มากขึ้น


    มีแนวคิด 4 แบบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


    1. โลกที่ยังมีความเหลื่อมล้ำ แต่คนก็ยังอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีการปะทะกันบ้าง

    2. โลกที่ความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น มีการแยกชนชั้นอย่างชัดเจน เช่นในซีรีส์ที่คนรวยอยู่บนฟ้า ส่วนคนทั่วไปอยู่บนพื้น

    3. ความเหลื่อมล้ำหนักมากจนคนทนไม่ไหว เกิดความวุ่นวายหรือสงคราม

    4. ความเหลื่อมล้ำลดลงเพราะการใช้เทคโนโลยีและกฎหมายเพื่อกระจายทรัพยากรให้เท่าเทียม


    ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญคือการออกแบบชีวิตให้มีความสุข มี 4 ปัจจัยที่ต้องโฟกัส


    1. เงิน – เงินเป็นสิ่งจำเป็น ช่วยแก้ปัญหาและทำให้เราสามารถเดินตามความฝันได้ ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายและลงทุนอย่างมีสติ

    2. อำนาจในการควบคุมชีวิต – การควบคุมสิ่งต่างๆ รอบตัวทำให้เรามีความสุข แต่ต้องมีสมดุล ไม่ให้การแสวงหาความควบคุมมากเกินไป

    3. ความสัมพันธ์ – ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัวเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข ต้องลงทุนเวลาและความจริงใจในการสร้างความสัมพันธ์

    4. สุขภาพ – สุขภาพกายและจิตเป็นสิ่งสำคัญ การออกกำลังกาย นอนพักผ่อน และการใช้ชีวิตอย่างสมดุลส่งผลต่อความสุข ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่คนรอบข้างด้วย


    🔹 พอดแคสต์เรื่อง 7: 6 บทเรียนเรื่องการบริหารเวลาจากหนังสือ At Your Best

    หนังสือ At Your Best ของ Carey Nieuwhof เป็นแนวทางที่มุ่งช่วยผู้อ่านจัดการเวลา พลังงาน และลำดับความสำคัญในชีวิต เพื่อให้ตนเองสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิตส่วนตัว หรือการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตและงาน หนังสือเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ทุกคนเคยจินตนาการถึงชีวิตที่สมบูรณ์แบบบ้างหรือไม่—เช่น การมีชีวิตที่งานเลิกตรงเวลา มีเงินพอใช้ ได้ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพดี มีเวลาให้ครอบครัว หรือจัดการชีวิตได้ลงตัวทุกด้าน


    ในความเป็นจริง ชีวิตของคนส่วนใหญ่มักไม่เป็นไปตามที่จินตนาการนั้น ความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างความฝันและความเป็นจริง อาทิ งานที่ทำให้เหนื่อยล้าจนไม่มีแรงออกกำลังกาย ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น การผ่อนบ้านผ่อนรถที่ทำให้เราหมดพลัง จนไม่สามารถติดตามความฝันได้เต็มที่ ทำให้หนังสือเล่มนี้พยายามเสนอวิธีการในการพัฒนาตนเอง เพื่อให้สามารถเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่น


    หนังสือแบ่งบทเรียนสำคัญออกเป็น 6 หัวข้อหลัก


    1. การรู้จักกับกุญแจสำคัญ 3 ดอกเพื่อความสำเร็จ

    Carey Nieuwhof ชี้ให้เห็นว่าการบริหารเวลาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะเวลาของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ความสำคัญอยู่ที่การบริหาร “สมาธิ” (Focus), “พลังงาน” (Energy) และ “ลำดับความสำคัญ” (Priority) เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด


    • สมาธิ: เวลาที่เราสามารถโฟกัสได้มากที่สุดมีอยู่ไม่มาก การใช้เวลาสมาธิที่มีไปกับงานที่ไม่สำคัญ จะเป็นการเสียโอกาสในการทำสิ่งที่มีคุณค่าจริง ๆ

    • พลังงาน: ไม่ใช่ว่าเราจะมีพลังงานเต็มที่ทั้งวัน จะมีช่วงเวลาที่เรามีพลังงานมากที่สุดเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น การใช้พลังงานให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

    • ลำดับความสำคัญ: สิ่งที่คนทำงานประสบความสำเร็จทำได้ คือการเลือกทำงานที่สำคัญที่สุดให้เสร็จก่อน ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้เสร็จทั้งหมด


    2. การจัดการช่วงเวลาตามระดับพลังงานและสมาธิ

    ผู้เขียนแนะนำให้แบ่งช่วงเวลาของวันออกเป็น 3 ช่วงคือ:


    • ช่วงเวลาสีเขียว💚: ช่วงที่เรามีพลังงาน สมาธิ และอารมณ์ดีที่สุด (ประมาณ 3-5 ชั่วโมงต่อวัน) ควรใช้ช่วงนี้ทำงานที่มีความสำคัญสูงสุด

    • ช่วงเวลาสีเหลือง💛: ช่วงที่พลังงานลดลง แต่ยังสามารถทำงานได้ดีพอสมควร งานที่ไม่ต้องใช้พลังงานมากแต่ยังต้องการความสนใจสามารถทำได้ในช่วงนี้

    • ช่วงเวลาสีแดง❤️: ช่วงที่เรามีพลังงานและสมาธิน้อยที่สุด ควรใช้ช่วงนี้สำหรับงานที่ไม่ซับซ้อน เช่น การตอบอีเมล์ หรือการจัดการงานบ้าน


    3. การจับคู่งานกับช่วงเวลาที่เหมาะสม

    หนังสือแนะนำว่าควรนำงานที่ต้องใช้สมาธิและพลังงานสูงไปทำในช่วงเวลาสีเขียว เช่น การทำงานสร้างสรรค์ การวางแผนงานใหญ่ หรือการตัดสินใจสำคัญ ส่วนช่วงเวลาสีเหลืองควรใช้กับงานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หรืองานที่มีความซับซ้อนปานกลาง และช่วงสีแดงสำหรับงานรูทีน


    4. การรักษาลำดับความสำคัญด้วยการลดสิ่งรบกวน

    ในยุคดิจิทัล การถูกรบกวนจากเทคโนโลยีเป็นเรื่องปกติ และเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการทำงานให้มีประสิทธิภาพ Nieuwhof ชี้ว่าผู้คนเฉลี่ยเช็คโทรศัพท์มือถือถึง 2,617 ครั้งต่อวัน ดังนั้น การปิดเสียงแจ้งเตือนหรือไม่เอามือถือเข้าไปในพื้นที่ทำงานในบางช่วงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมาก


    5. การรู้จักปฏิเสธอย่างมีศิลปะ

    การปฏิเสธเป็นสิ่งจำเป็นหากต้องการรักษาลำดับความสำคัญของตัวเอง ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่วันว่างที่ไม่มีประชุมกลับกลายเป็นวันที่ต้องเสียเวลาไปกับคำขอจากเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้า การปฏิเสธคำขอที่ไม่เร่งด่วนหรือสำคัญที่สุด จึงเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน และจำเป็นต้องปฏิบัติเพื่อรักษาเวลาสำหรับงานสำคัญ


    6. การยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิต

    สุดท้าย หนังสือชี้ให้เห็นว่าชีวิตจริงไม่เคยเป็นไปตามแผนเสมอ การยอมรับว่าในบางวันเราจะทำได้เพียง 60-70% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ และการเข้าใจว่าปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ปัญหาครอบครัว การเงิน หรือสุขภาพ จะเกิดขึ้นบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่เราควรยอมรับและเดินหน้าต่อไป นี่คือธรรมชาติของชีวิต


    🔹 พอดแคสต์เรื่อง 8: ชีวิตดีขึ้นด้วย 40 นิสัยเล็กๆ ที่ทำได้เลยวันนี้

    บทความจากMedium ซึ่งง่ายและนำไปใช้ได้ทันที บทความนี้น่าสนใจมาก มันช่วยให้เราเริ่มมองสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้เปลี่ยนไปจริงๆ เขียนโดยโทมัส ออฟปอง ชื่อว่า “40 Short Habits That Solve Life’s Most Common Problems” หรือ 40 นิสัยง่ายๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาชีวิตเกือบทุกอย่าง ข้อแรกที่ผู้เขียนพูดถึงคือ การแก้ปัญหาเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งเป็นกุญแจสู่การเรียนรู้และเติบโตในชีวิต


    1. เริ่มจากสมอง: การเปลี่ยนมุมมองจะช่วยให้คุณเรียนรู้และเติบโต เช่น เมื่อหิว มองว่าเป็นโอกาสให้ร่างกายเข้าสู่กระบวนการ autophagy แทนที่จะรู้สึกโมโหหิว

    2. เรียนรู้ทุกวัน: เพื่อเติบโต ควรหาความรู้ใหม่ๆ ทุกวัน ไม่ว่าจะจากหนังสือ, podcast, หรือ newsletters

    3. ลำดับความสำคัญ: ก่อนเริ่มงานแต่ละวัน ให้ถามตัวเองว่างานนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของวันนั้นหรือไม่

    4. ออกกำลังกายแก้ดาวน์: เมื่อรู้สึกไม่ดี หาทางออกไม่เจอ ให้ลองออกกำลังกาย 20 นาทีเพื่อปรับอารมณ์

    5. Solitude walk: การเดินผ่อนคลายจะช่วยเคลียร์สมอง โดยเฉพาะในธรรมชาติ

    6. ช่วงพลังงานสูงสุด: ใช้ช่วงเวลาที่พลังงานสูงสุดในแต่ละวันให้คุ้มที่สุด

    7. ธรรมชาติช่วยสร้างสรรค์: ถ้าขาดความคิดสร้างสรรค์ ให้ลองทำกิจกรรมในธรรมชาติ เช่น เดินเล่น ปลูกต้นไม้

    8. ฟังเพลงเวลาทำงาน: ฟังเพลงขณะทำงาน ถ้ามันช่วยเพิ่มพลังงานได้

    9. Stretch exercise: การยืดกล้ามเนื้อระหว่างทำงานช่วยลดความเครียดและป้องกัน office syndrome

    10. รูทีนก่อนนอน: มีรูทีนช่วยให้นอนง่ายขึ้น เช่นการนอนตรงเวลา

    11. ถ้างานไม่พัฒนา คุยกับเจ้านาย: ถ้างานปัจจุบันไม่ท้าทาย ต้องคิดใหม่ว่าจะเปลี่ยนงานหรือคุยกับเจ้านายเพื่อพัฒนางาน

    12. เขียนเพื่อปลดปล่อยความคิด: เมื่อคิดมากเกินไป ให้เขียนความคิดและความกังวลลงใน journal

    13. ฟังมากกว่าพูด: ในการสนทนา ให้ฝึกฟังมากกว่าพูดเสมอ

    14. ทำงานสำคัญที่สุดก่อน: เมื่อรู้สึกว่างานเยอะ ให้โฟกัสทำงานที่สำคัญที่สุดเพียงสามอย่าง

    15. ทำงานยากก่อนในวันที่ยุ่ง: เริ่มวันด้วยการทำงานที่ยากที่สุด จะช่วยลดความกังวลในวันนั้น

    16. เตือนสติตนเองเรื่องอีโก้และความโกรธ: คำพูดของ Warren Buffett ที่ว่า “ใช้เวลา 20 ปีในการสร้างชื่อเสียง แต่ 5 นาทีในการทำลาย” ควรนำมาคิดเสมอ

    17. เปลี่ยนรูทีนบ้าง: เปลี่ยนรูทีนเดือนละครั้งเพื่อไม่ให้ชีวิตน่าเบื่อ

    18. ลดการใช้ Social Media: ลดหรือควบคุมการใช้ Social Media เพื่อมีเวลามากขึ้น

    19. สุขภาพดีมาจากการนอน การออกกำลังกาย และอาหาร: โฟกัสกับสามสิ่งนี้เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี

    20. เริ่มวางแผนการเกษียณ: หากยังไม่มีแผนเกษียณ ให้เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้

    21. ค้นหาเป้าหมายชีวิต: เขียนสิ่งที่ชอบและไม่ชอบเพื่อค้นหาความปรารถนาและเป้าหมายชีวิต

    22. อย่าใช้ชีวิตในโหมด Auto Pilot: คิดทุกวันว่าจะทำอะไรดีขึ้นบ้าง ไม่ทำสิ่งเดิมซ้ำๆ

    23. ปฏิเสธให้เป็น: หากไม่ปฏิเสธ คุณจะใช้ชีวิตตามลำดับความสำคัญของคนอื่น ไม่ใช่ของตนเอง

    24. สอนเพื่อไม่ลืม: การสอนช่วยให้คุณจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น

    25. ใช้เงินเพื่อความสุขที่แท้จริง: เน้นการใช้เงินเพื่อประสบการณ์มากกว่าซื้อของ

    26. เตรียมตัวล่วงหน้าในตอนเช้า: เตรียมเสื้อผ้าและอาหารตั้งแต่คืนก่อนเพื่อลดการตัดสินใจในตอนเช้า

    27. Endorphins คือยาแก้ปวด: ออกกำลังกายหรือทำสิ่งที่เพิ่มเอนดอร์ฟิน เช่น ดูละครตลก

    28. อาหารเช้าที่ให้พลังงาน: กินอาหารเช้าที่มีโปรตีนและไฟเบอร์ หลีกเลี่ยงน้ำตาลสูง

    29. เพิ่มโดพามีน: ฟังเพลงที่ชอบ นอนหลับให้เพียงพอ และหาประสบการณ์ใหม่ๆ

    30. ลด Notification: ปิด Notification ที่ไม่จำเป็นเพื่อลดความวุ่นวาย

    31. นำเสนอโอกาส: เวลาขออะไรจากใคร ให้นำเสนอว่าเป็นโอกาส ไม่ใช่เพียงการขอ

    32. ลดความคาดหวัง: อย่าคาดหวังมาก โดยเฉพาะจากคนอื่น เพราะมันทำให้ไม่มีความสุข

    33. คิดทางแก้ปัญหา: เมื่อมีปัญหา คิดหาทางออกแทนที่จะวิตกกังวลกับปัญหาเอง

    34. อยู่กับคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดี: เวลาที่เครียด ให้อยู่กับคนที่คุณมีความสัมพันธ์ดี เช่น เพื่อนหรือครอบครัว

    35. นิสัยเล็กๆ ที่สำคัญ: สิ่งเล็กๆ ที่คุณทำทุกวันเป็นสิ่งสำคัญ ควรระวังนิสัยเหล่านี้

    36. ฝึก Small Talk: ฝึกพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์

    37. วางแผนวันหยุด: วันหยุดควรมีแผน อย่าใช้วันหยุดทั้งหมดไปกับการนอนดูซีรีย์และกินขนม

    38. เลือกคนรอบตัวให้ดี: เลือกคนที่คุณอยู่ด้วย เพราะพวกเขาจะส่งผลต่อความสุขของคุณ

    39. ระวังการกินเพื่อสุขภาพ: ระวังการกินเพื่อไม่ให้มีปัญหาสุขภาพในระยะยาว

    40. ท้าทายตัวเองเสมอ: ตั้ง Challenge ให้ตัวเอง เช่น วิ่งให้เร็วขึ้นหรือมากขึ้น เพื่อให้มีพลังและแรงกระตุ้นในการใช้ชีวิต


    ทั้ง 40 ข้อนี้เป็นนิสัยง่ายๆ ที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้


    อาชีพที่เกี่ยวข้อง

    ภาวะ Monday Blues คืออะไร? 5 เคล็ดลับแก้อาการกลัววันจันทร์
    WELLBEING
    ภาวะ Monday Blues คืออะไร? 5 เคล็ดลับแก้อาการกลัววันจันทร์
    ที่เที่ยวต่างประเทศใกล้ไทยในเอเชีย พักจากการทำงาน เที่ยวส่งท้ายปีแบบชาร์จพลัง
    WELLBEING
    ที่เที่ยวต่างประเทศใกล้ไทยในเอเชีย พักจากการทำงาน เที่ยวส่งท้ายปีแบบชาร์จพลัง
    มื้อกลางวันกินอะไรดี?  คู่มือ 5-Minute Offix สำหรับชาวออฟฟิศ
    WELLBEING
    มื้อกลางวันกินอะไรดี? คู่มือ 5-Minute Offix สำหรับชาวออฟฟิศ
    เลขประจําตัวผู้เสียภาษี ดูจากไหน? รู้ไว้ใช้ได้หลายเรื่องกว่าที่คิด
    WELLBEING
    เลขประจําตัวผู้เสียภาษี ดูจากไหน? รู้ไว้ใช้ได้หลายเรื่องกว่าที่คิด
    รวมประโยคสุดคิ้วท์ อวยพรเพื่อนร่วมงาน ฉบับภาษาอังกฤษ
    WELLBEING
    รวมประโยคสุดคิ้วท์ อวยพรเพื่อนร่วมงาน ฉบับภาษาอังกฤษ
    ยื่นประกันสังคมออนไลน์ง่ายนิดเดียว! ใช้เพื่ออะไร และทำอย่างไรบ้าง
    WELLBEING
    ยื่นประกันสังคมออนไลน์ง่ายนิดเดียว! ใช้เพื่ออะไร และทำอย่างไรบ้าง
    ไขข้อสงสัยในการยื่นใบลาออก ต้องทำภายในกี่วัน และทำอย่างไรบ้าง พร้อมตัวอย่างการเขียน
    WELLBEING
    ไขข้อสงสัยในการยื่นใบลาออก ต้องทำภายในกี่วัน และทำอย่างไรบ้าง พร้อมตัวอย่างการเขียน
    เมื่อ "การยึดติด" กลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งคุณไว้: มุมมองใหม่ต่อการเรียนรู้และการทำงาน
    WELLBEING
    เมื่อ "การยึดติด" กลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งคุณไว้: มุมมองใหม่ต่อการเรียนรู้และการทำงาน