Logo
  • งาน
    ค้นหางาน
    งานระยะไกล
    เครื่องมือสร้างเรซูเม่
    เครื่องมือโปรไฟล์มืออาชีพ
  • อาชีพ
    ชุดเครื่องมืออาชีพ
    บทความอาชีพ
  • การศึกษา
  • ที่ปรึกษาด้านอาชีพ
  • Jobcadu Logo

    แพลตฟอร์มอาชีพที่ดีที่สุดสำหรับการหางาน, การสรรหาบุคลากร, ค้นหาอาชีพ และค้นพบแหล่งการศึกษา

    งานตามหมวดหมู่

    งานระยะไกล

    งานที่ AI แนะนำ

    เครื่องมือสร้างเรซูเม่

    โปรไฟล์มืออาชีพ

    การวิเคราะห์โปรไฟล์

    การพัฒนาอาชีพ

    ชุดเครื่องมืออาชีพ

    ข้อมูลเชิงลึกด้านอาชีพ

    รายงาน DNA อาชีพ

    แผนที่อาชีพ

    หลักสูตรและโปรแกรม

    ที่ปรึกษาและการฝึกสอน

    ค้นหาที่ปรึกษา

    เป็นที่ปรึกษา

    สำหรับนายจ้าง

    ประกาศงาน

    ราคา


    เกี่ยวกับเรา

    ข้อกำหนดการใช้งาน

    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    © 2025 Jobcadu. สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

    1. อาชีพ

    2. แรงงานไทยจะโดน AI แย่งงานไหมในทางเศรษฐศาสตร์

    แรงงานไทยจะโดน AI แย่งงานไหมในทางเศรษฐศาสตร์

    โพสต์เมื่อ October 21, 2024

    Career Pathway

    แท็ก:

    ai impact
    Job Displacement
    Skill Mismatches
    Labor Market Polarization
    ALM Hypothesis
    ai แย่งงาน
    งานถูกทดแทน
    อาชีพที่จะโดน ai แย่งงาน
    อาชีพที่ ai จะมาแทน
    ai แทนที่มนุษย์
    หุ่นยนต์แย่งงาน
    AI ทํางานแทนคน

    AI แย่งงาน: คาดการณ์ผลกระทบของ AI ต่ออาชีพต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในไทย

    ในการบรรยายของ อาจารย์ดร. สมทิพย์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงผลกระทบจาก AI ต่ออาชีพต่าง ๆ โดยใช้ทฤษฎี Autor, Levy, และ Murnane (ALM Hypothesis) และ Skill-Biased Technological Change (SBTC) มาวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานว่ามีอาชีพใดบ้างที่จะเสี่ยงโดน AI แย่งงาน และสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ดีกว่า AI โดยเฉพาะในตลาดแรงงานของไทย


    ทฤษฎี ALM Hypothesis: การแบ่งประเภทของงานและผลกระทบจาก AI

    ทฤษฎี ALM Hypothesis ได้แบ่งงานออกเป็น 4 ประเภทตามความเป็นกิจวัตร (Routine) และการใช้ความคิด (Cognitive) โดยมีการคาดการณ์ว่าตำแหน่งงานใดบ้างที่มีความเสี่ยงที่จะถูก AI แย่งงาน หรือ หุ่นยนต์แย่งงาน และตำแหน่งงานใดที่ยังคงต้องพึ่งพามนุษย์


    1. งานที่ใช้การประมวลผลทางความคิดและเป็นกิจวัตร (Cognitive Routine Jobs)

    • ตัวอย่าง: เจ้าหน้าที่ป้อนข้อมูล, พนักงานบัญชีพื้นฐาน, พนักงานตรวจสอบเอกสาร
    • ผลกระทบจาก AI: งานเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะถูกแทนที่โดย AI เนื่องจากทำซ้ำและใช้กฎเกณฑ์ชัดเจน เช่น การป้อนข้อมูลและการจัดการบัญชี ซึ่ง AI สามารถทำได้แม่นยำและรวดเร็วกว่า
    • อาชีพที่จะโดน AI แย่งงาน: พนักงานในสายงานนี้ เช่น พนักงานบัญชีระดับล่าง พนักงานเอกสารในองค์กรขนาดใหญ่ จะเสี่ยงโดน AI แทนที่อย่างมากในอนาคต
    ใครเสี่ยงที่สุด: พนักงานในตำแหน่งเหล่านี้ที่ทำงานซ้ำๆ ตามขั้นตอนจะถูกแทนที่ได้ง่ายที่สุด เช่น พนักงานบัญชีระดับล่าง และฝ่ายเอกสารในองค์กรขนาดใหญ่


    2. งานที่ใช้การประมวลผลทางความคิดแต่ไม่เป็นกิจวัตร (Cognitive Non-Routine Jobs)

    • ตัวอย่าง: นักพัฒนาซอฟต์แวร์, วิศวกร, แพทย์, นักวิจัย
    • ผลกระทบจาก AI: AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่ซับซ้อน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลหรือช่วยแพทย์ในด้านวินิจฉัย แต่ยังไม่สามารถแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากงานเหล่านี้ต้องใช้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและความคิดสร้างสรรค์
    • ความเสี่ยงจาก AI: แม้ว่างานเหล่านี้จะยังต้องการมนุษย์ แต่ตำแหน่งเริ่มต้น เช่น Entry-Level หรือ Junior Level ก็มีโอกาสที่ AI จะเข้ามาเสริมการทำงานในระดับพื้นฐานได้


    3. งานที่ใช้การประมวลผลทางความคิดและเป็นกิจวัตร (Non-Cognitive Routine Jobs)

    • ตัวอย่าง: คนงานในสายการผลิต, พนักงานเก็บเงิน, พนักงานเสิร์ฟ
    • ผลกระทบจาก AI: งานที่ทำซ้ำได้ เช่น การทำงานในสายการผลิตและงานบริการ มีโอกาสสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เช่น หุ่นยนต์ในโรงงานผลิตรถยนต์
    • อาชีพที่ AI จะมาแทน: พนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมและภาคบริการ เช่น พนักงานเก็บเงินและคนงานโรงงานมีความเสี่ยงสูงที่จะถูก AI ทํา งานแทนคน


    4. งานที่ไม่ใช้การประมวลผลทางความคิดและไม่เป็นกิจวัตร (Non-Cognitive Non-Routine Jobs)

    • ตัวอย่าง: ผู้ดูแลผู้สูงอายุ, พนักงานบริการในโรงแรม, ช่างซ่อมรถ
    • ผลกระทบจาก AI: งานเหล่านี้ต้องการการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและทักษะทางกายภาพที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ เช่น การดูแลผู้สูงอายุหรือการบริการลูกค้าในโรงแรม ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารและความเห็นอกเห็นใจที่ AI ยังทำไม่ได้
    งานเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะถูกแทนที่น้อยกว่า เนื่องจาก AI ยังไม่สามารถแทนที่การมีปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพหรือความคล่องตัวทางสังคมได้ เช่น การดูแลสุขภาพและการบริการ


    สรุปผลกระทบที่คาดการณ์จากทฤษฎี ALM: งานที่จะถูก AI แย่งหรือทดแทน

    • งานที่ใช้ความคิดและเป็นกิจวัตร: เสี่ยงต่อการถูกแทนที่โดย AI เนื่องจากความสามารถในการทำงานตามกฎเกณฑ์ เช่น พนักงานบัญชี, เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ
    • งานที่ใช้ความคิดแต่ไม่เป็นกิจวัตร: AI เข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพ แต่ไม่สามารถแทนที่ทั้งหมด เช่น แพทย์, นักพัฒนาซอฟต์แวร์
    • งานที่ไม่ใช้ความคิดและเป็นกิจวัตร: เสี่ยงต่อการถูกแทนที่มากที่สุดในภาคการผลิตและบริการ เช่น คนงานในสายการผลิต, พนักงานเสิร์ฟ
    • งานที่ไม่ใช้ความคิดและไม่เป็นกิจวัตร: ความต้องการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการใช้ทักษะทางกายภาพทำให้ AI เข้ามาแทนที่ยาก เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ, ช่างซ่อมรถ


    โมเดล Skill-Biased Technological Change (SBTC): การเปลี่ยนแปลงที่ขึ้นกับทักษะ

    นอกเหนือจากทฤษฎี ALM Hypothesis ยังมีแนวคิดเรื่อง Skill-Biased Technological Change (SBTC) ที่โฟกัสไปที่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีโดยใช้ทักษะเป็นปัจจัยหลักในการวิเคราะห์ตลาดแรงงาน โดย AI และเทคโนโลยีจะให้ประโยชน์กับคนที่มีทักษะสูง แต่ทำให้คนที่มีทักษะต่ำเสี่ยงต่อการถูกแย่งงานจาก AI


    1. งานทักษะสูง:

    ตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการพัฒนา AI เช่น วิศวกร AI นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ยังคงต้องการทักษะเฉพาะทางที่ AI แทนที่ยาก


    2. งานทักษะต่ำ:

    งานที่ต้องใช้แรงงานซ้ำ ๆ เช่น งานในสายการผลิตและการบริการจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ง่าย เช่น งานในภาคเกษตรกรรมและโรงงานอุตสาหกรรม


    3. งานทักษะระดับกลาง:

    งานในสายธุรการและงานเสมียนมีความเสี่ยงสูงในการถูกแทนที่ด้วย AI เนื่องจาก AI สามารถทำงานเหล่านี้ได้รวดเร็วกว่า

    ในประเทศไทย อาจารย์สมทิพย์ระบุว่าแรงงานทักษะระดับกลางและทักษะต่ำในภาคการผลิตมีโอกาสสูงที่จะถูกทดแทน ขณะที่แรงงานทักษะสูงในด้านเทคโนโลยีจะยังคงมีความต้องการสูงขึ้น


    ในประเทศเจริญแล้วเกิด Market polarization คือ

    การที่ตลาดแรงงานเริ่มแบ่งแยกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ งานทักษะสูงที่มีความต้องการสูงขึ้น และงานทักษะต่ำที่ยังคงมีความต้องการ แต่ตำแหน่งงานทักษะระดับกลางกลับมีแนวโน้มลดลง อันเป็นผลมาจากการที่เทคโนโลยีอย่าง AI สามารถทำงานที่เป็นกิจวัตรและใช้ความคิดขั้นพื้นฐานได้ดีขึ้น ทำให้งานที่ต้องการทักษะปานกลางมีความต้องการลดลงและเสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ


    ในผลกระทบเชิงนี้นั้นมักเกิดขึ้นกับประเทศที่ตลาดงานเติบโตแล้ว ขณะประเทศที่กำลังพัฒนายังไม่เจอผลกระทบแบบนี้มากนัก


    สำหรับในไทยจากการศึกษาสถิติของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ อาจารย์สมทิพย์กล่าวว่า ตลาดไทยยังไม่เป็นแบบนั้น และยังคงต้องการแรงงานระดับสูงกับกลาง ขณะที่ความท้าทายตกไปอยู่ที่แรงงานทักษะระดับต่ำ


    ผลกระทบของ AI ต่อการย้ายตำแหน่งงานในประเทศไทย

    งานระดับทักษะระดับกลางบางส่วน และแรงงานทักษะระดับต่ำในภาคการผลิตที่ต้องทำซ้ำมีโอกาสถูกทดแทนมากที่สุด ผู้จบปริญญาบางส่วนลงมาทำงานในส่วนของงานที่ใช้ทักษะระดับต่ำหรือไม่สามารถขึ้นไปอยู่ในแรงงานใช้ทักษะระดับสูงได้ ขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีแรงงานทักษะระดับต่ำจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากเข้ามาแข่งขันด้วยค่าแรงที่น่าดึงดูดกว่าในมุมมองนายจ้าง คิดเป็นเกือบ 8% ของภาคแรงงานทั้งหมด จึงเป็นภาคส่วนที่น่าเป็นห่วง


    โอกาสใหม่ในยุค AI

    แม้ AI จะทำให้บางตำแหน่งงานถูกแทนที่ แต่ก็สร้างโอกาสใหม่ๆ เช่น ในสาขาเทคโนโลยี พลังงานหมุนเวียน และการค้าออนไลน์ในประเทศไทย อีกทั้งยังมีความต้องการแรงงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI เทคโนโลยีสมัยใหม่และการสร้างนวัตกรรม ดังเช่นที่เริ่มมีการเปิด Data Center ในไทย ทำให้เกิดความต้องการในตำแหน่งงาน เช่น นักวิเคราะห์ข้อมูล วิศวกร AI และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการไทยว่าจะสร้างบริษัทที่สร้างการจ้างงานให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด บน Supply Chain รูปแบบใหม่ ๆ


    ความต้องการแรงงานในไทยมักขึ้นอยู่กับตัวเลขการลงทุนโดยตรงของบริษัทข้ามชาติ การค้าและส่งออกกับต่างประเทศ


    กลยุทธ์การพัฒนาทักษะแรงงานไทย

    ประเทศไทยต้องปรับปรุงระบบการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อบูรณาการทักษะ AI และทักษะดิจิทัลเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาและส่งเสริมโปรแกรมการฝึกทักษะใหม่ ๆ (Upskilling และ Reskilling) สำหรับแรงงานที่อาจเสี่ยงต่อการถูกแทนที่โดย AI การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาทักษะด้านอารมณ์ (Soft Skills) จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างแรงงานที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง


    แนวทางสำคัญในการเตรียมตัวสู่ยุค AI

    1. การปฏิรูปการศึกษา: บูรณาการทักษะ AI และดิจิทัลตั้งแต่ระดับต้น ส่งเสริมการเรียนสาย STEM มากขึ้น
    2. โปรแกรมการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskilling และ Reskilling): เพื่อให้แรงงานปรับตัวและพัฒนาทักษะให้เหมาะกับตลาดที่ใช้เทคโนโลยี
    3. การพัฒนาทักษะทางด้านอารมณ์และสังคม (Soft Skills): เช่น ความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาซับซ้อน ที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ง่าย


    ข้อคิดสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมพร้อมในยุค AI

    • อาชีพที่ AI จะมาแทน: ควรพิจารณาว่างานของคุณเป็นงานที่ใช้ความคิดหรือไม่ และต้องทำซ้ำบ่อย ๆ หรือไม่ เนื่องจากงานที่ใช้กิจวัตรซ้ำ ๆ มีโอกาสโดน AI แย่งงานได้สูง
    • AI ฉลาดกว่ามนุษย์หรือไม่: แม้ AI จะมีประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูล แต่ก็ยังขาดความสามารถในการตัดสินใจและความคิดสร้างสรรค์ที่มนุษย์มี
    • มนุษย์ดีกว่า AI ยังไง: ในงานที่ต้องการความเห็นอกเห็นใจ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการสร้างสรรค์ มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญที่ AI ทดแทนได้ยาก


    ในท้ายที่สุด AI เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในประเทศไทย โดยการเตรียมความพร้อมผ่านการพัฒนาทักษะ การปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนา Soft Skills เราได้แต่หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้แรงงานไทยสามารถรับมือกับความท้าทายจากเทคโนโลยี AI และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน


    อาชีพที่เกี่ยวข้อง

    เกษียณแต่ไม่หยุดงาน: ทำไมผู้สูงวัยยุคใหม่เลือก "Fractional Jobs"
    CAREER PATHWAY
    เกษียณแต่ไม่หยุดงาน: ทำไมผู้สูงวัยยุคใหม่เลือก "Fractional Jobs"
    Can This Love Be Translated: เมื่อล่ามอัจฉริยะแปลได้ทุกภาษา แต่แปล "รัก" ไม่ออก
    CAREER PATHWAY
    Can This Love Be Translated: เมื่อล่ามอัจฉริยะแปลได้ทุกภาษา แต่แปล "รัก" ไม่ออก
    วางแผนอาชีพผิดตั้งแต่ต้น ชีวิตการทำงานจะเหนื่อยกว่าที่ควร
    CAREER PATHWAY
    วางแผนอาชีพผิดตั้งแต่ต้น ชีวิตการทำงานจะเหนื่อยกว่าที่ควร
    งานเงินเดือนสูงไม่ได้เลือกคนที่เก่งที่สุดเสมอไป แต่เลือกคนที่ “นำเสนอเก่ง”
    CAREER PATHWAY
    งานเงินเดือนสูงไม่ได้เลือกคนที่เก่งที่สุดเสมอไป แต่เลือกคนที่ “นำเสนอเก่ง”
    Work From Home: Opportunity or Trap for Those Who Want to Change Their Lives
    CAREER PATHWAY
    Work From Home: Opportunity or Trap for Those Who Want to Change Their Lives