เป็นเวลาหลายปีที่การจ้างงานมักดำเนินไปตามสูตรที่คุ้นเคย: วุฒิการศึกษา → ตำแหน่งงาน → จำนวนปีประสบการณ์ → งานถัดไป
แต่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงาน และการเปลี่ยนแปลงนี้ก็กำลังส่งผลต่อวิธีที่นายจ้างมองหาบุคลากรเช่นกัน
วุฒิการศึกษา ตำแหน่งงานที่ผ่านมา หรือจำนวนปีที่ทำงานในแต่ละบทบาท ยังคงเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจผู้สมัคร แต่สิ่งที่นายจ้างต้องการรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ คือคำถามที่เป็นรูปธรรมมากกว่าเดิมว่า
“คนคนนี้ทำอะไรได้จริง และสามารถปรับตัวได้เร็วแค่ไหนเมื่อรูปแบบของงานเปลี่ยนไป?”
รายงาน Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum ระบุว่า นายจ้างคาดการณ์ว่าเกือบ 40% ของชุดทักษะที่แรงงานมีอยู่ในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปในช่วงปี 2025–2030 โดยทักษะด้าน AI และ Big Data, Networks และ Cybersecurity รวมถึง Technological Literacy เป็นหนึ่งในกลุ่มทักษะที่เติบโตเร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ทักษะด้านมนุษย์ เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และภาวะผู้นำ ก็ยังคงมีความสำคัญอย่างมาก
สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้นไปสู่ Skills-Based Hiring หรือการจ้างงานโดยพิจารณาจากทักษะ ซึ่งเป็นแนวทางที่มองไกลกว่าคุณวุฒิแบบดั้งเดิม และให้ความสำคัญกับความสามารถที่ผู้สมัครสามารถนำมาใช้กับตำแหน่งงานได้จริง

ตำแหน่งงานบอกให้เรารู้ว่าบุคคลหนึ่งอยู่ในระดับใดหรือทำหน้าที่อะไรภายในองค์กร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะบอกได้ทั้งหมดว่าเขาทำอะไรได้บ้าง
ตัวอย่างเช่น คนสองคนที่มีตำแหน่งเดียวกันคือ Marketing Executive อาจมีชุดทักษะที่แตกต่างกันอย่างมาก
คนหนึ่งอาจมีความเชี่ยวชาญด้าน:
Content Strategy
SEO
Social Media
Copywriting
ขณะที่อีกคนอาจมีความเชี่ยวชาญด้าน:
Data Analysis
Performance Marketing
CRM
Marketing Automation
ทั้งสองคนมีตำแหน่งงานเดียวกัน แต่ความสามารถของแต่ละคนอาจนำไปสู่เส้นทางอาชีพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแนวคิดเรื่อง Career Ladder หรือบันไดความก้าวหน้าในอาชีพแบบเดิม จึงเริ่มไม่ตรงไปตรงมาเหมือนในอดีต
แทนที่จะคิดเพียงว่า
“ตอนนี้ฉันทำงานตำแหน่งอะไร?”
คนทำงานยุคนี้จึงต้องเริ่มถามตัวเองมากขึ้นว่า
“ฉันมีทักษะอะไร และทักษะเหล่านั้นจะพาฉันไปไหนต่อได้บ้าง?”
วุฒิการศึกษายังคงมีความสำคัญ ประสบการณ์การทำงานก็ยังมีความสำคัญ แต่ทักษะสามารถเป็นอีกหนึ่งวิธีในการประเมินว่าบุคคลนั้นมีความสามารถในการทำงานและเติบโตในตำแหน่งนั้นหรือไม่
การเติบโตของ AI ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญยิ่งขึ้น เพราะงานและหน้าที่ภายในหลายตำแหน่งกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าตำแหน่งงานเอง

AI ไม่ได้เพียงสร้างตำแหน่งงานใหม่เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนทักษะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงานที่มีอยู่เดิมด้วย
World Economic Forum ระบุว่า AI และ Big Data, Networks และ Cybersecurity และ Technological Literacy เป็น 3 กลุ่มทักษะที่เติบโตเร็วที่สุดจนถึงปี 2030
สำหรับคนทำงานจำนวนมาก การเป็น “AI-ready” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกลายเป็น AI Engineer
แต่อาจหมายถึงการเรียนรู้วิธีใช้ AI ให้เกิดประโยชน์กับงานในสายอาชีพของตัวเอง
คนทำงานจำเป็นต้องเข้าใจมากขึ้นว่า AI สามารถทำอะไรได้บ้าง AI สามารถเข้ามาช่วยในส่วนใด และส่วนใดที่ยังจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์
สำหรับนักการตลาด อาจหมายถึงการใช้ AI เพื่อทำ Research, คิดไอเดีย Content, วิเคราะห์ Customer Insights หรือวิเคราะห์ Campaign
สำหรับผู้ทำงานด้าน HR อาจหมายถึงการใช้ AI เพื่อจัดระเบียบข้อมูลผู้สมัคร วิเคราะห์ทักษะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงาน หรือสนับสนุนการวางแผนกำลังคน
สำหรับ Designer อาจหมายถึงการนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการคิดไอเดียและการผลิตผลงาน
ความสามารถในการสื่อสารกับเครื่องมือ AI อย่างมีประสิทธิภาพกำลังมีประโยชน์มากขึ้น แต่ข้อได้เปรียบที่สำคัญกว่าอาจอยู่ที่ความสามารถในการนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Workflow จริง
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
“คุณใช้ ChatGPT เป็นไหม?”
แต่คือ
“คุณสามารถใช้ AI เพื่อทำให้งานของคุณดีขึ้น เร็วขึ้น หรือมีความเป็นกลยุทธ์มากขึ้นได้หรือไม่?”
ความแตกต่างตรงนี้มีความสำคัญ
AI ทำงานร่วมกับข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ คนทำงานที่เข้าใจการตีความข้อมูล เครื่องมือดิจิทัล Automation, Dashboard หรือ Workflow ที่ใช้เทคโนโลยี อาจมีความพร้อมมากขึ้นในการทำงานร่วมกับระบบ AI
สิ่งสำคัญคือ ทักษะด้านเทคนิคไม่ได้มีคุณค่าแยกออกจากงานโดยสิ้นเชิง
คุณค่าที่แท้จริงเกิดจากการผสานเทคโนโลยีเข้ากับความรู้ในอุตสาหกรรมและความเข้าใจทางธุรกิจ
อาจฟังดูแปลกที่ทักษะของมนุษย์กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในโลกการทำงานที่มีระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น
แต่ AI ไม่ได้ทำให้ความจำเป็นในการคิด การทำงานร่วมกัน การตัดสินใจ หรือการเข้าใจบริบทของมนุษย์หายไป
ในความเป็นจริง อาจเกิดสิ่งตรงกันข้ามด้วยซ้ำ
World Economic Forum ระบุว่า Analytical Thinking หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ ยังคงเป็นทักษะหลักที่นายจ้างให้ความสำคัญมากที่สุด ขณะที่ Resilience, Flexibility and Agility, Leadership and Social Influence, Creative Thinking รวมถึง Curiosity and Lifelong Learning ก็เป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่กำหนดอนาคตของแรงงาน
AI สามารถสร้างข้อมูลออกมาได้
แต่คนยังจำเป็นต้องตัดสินใจว่า:
ข้อมูลใดสำคัญ?
ข้อมูลนั้นถูกต้องหรือไม่?
ข้อมูลเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร?
แล้วเราควรทำอะไรต่อ?
AI สามารถสร้างไอเดียจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว แต่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดโจทย์ เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย และตัดสินใจว่าไอเดียใดมีคุณค่าจริง

เครื่องมือจะเปลี่ยนแปลง กระบวนการทำงานจะเปลี่ยนแปลง และแม้แต่หน้าที่ของแต่ละตำแหน่งก็อาจเปลี่ยนแปลงได้
ดังนั้น ความสามารถในการเรียนรู้ระบบใหม่ ๆ และปรับตัวเข้ากับวิธีการทำงานใหม่จึงมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ
เทคโนโลยีสามารถช่วยสนับสนุนการทำงาน แต่ทุกองค์กรยังต้องการคนที่สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน แก้ไขความขัดแย้ง โน้มน้าวผู้อื่น และทำให้ทีมทำงานร่วมกันได้
อนาคตของการทำงานจึงไม่น่าจะเป็นเพียงเรื่องของ “มนุษย์ vs. AI” แต่จะเป็นเรื่องของ “มนุษย์ที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ” มากขึ้น
Skills-Based Hiring เปลี่ยนคำถามที่นายจ้างใช้ในการประเมินผู้สมัคร
แทนที่จะพึ่งพาคำถามอย่าง:
“ผู้สมัครคนนี้เรียนจบจากที่ไหน?” หรือ “ตำแหน่งก่อนหน้านี้คืออะไร?”
นายจ้างสามารถถามเพิ่มเติมว่า
“ผู้สมัครคนนี้มีความสามารถอะไรที่ตรงกับลักษณะงาน?”
แนวทางนี้อาจสร้างข้อดีหลายด้าน
ผู้สมัครบางคนอาจไม่ได้เดินตามเส้นทางอาชีพแบบดั้งเดิมเข้าสู่ตำแหน่งนั้น แต่พวกเขาอาจมีทักษะที่สามารถนำมาใช้กับงานได้
ตัวอย่างเช่น คนที่ย้ายจาก Customer Service → Customer Success อาจมีทักษะด้านการสื่อสาร การแก้ปัญหา การบริหารความสัมพันธ์ และการทำงานกับลูกค้าอยู่แล้ว
ตำแหน่งงานอาจแตกต่างกัน แต่ทักษะพื้นฐานอาจมีความเชื่อมโยงกัน
การคิดในมุมของทักษะสามารถช่วยให้เราเข้าใจ Career Change ได้ง่ายขึ้น
แทนที่จะมองว่าการเปลี่ยนสายงานหมายถึงการ “เริ่มต้นใหม่จากศูนย์” ผู้สมัครสามารถวิเคราะห์ว่าทักษะเดิมใดสามารถนำไปใช้กับตำแหน่งใหม่ได้ และทักษะใดที่ยังจำเป็นต้องพัฒนาเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น:
Content Creator → Digital Marketing
ทักษะที่มีอยู่:
Content Strategy
Audience Understanding
Copywriting
Social Media
Skill Gaps ที่อาจต้องพัฒนา:
Performance Marketing
Analytics
Paid Media
Conversion Optimization
วิธีคิดนี้ช่วยสร้างเส้นทางที่ชัดเจนขึ้นจากจุดที่เราอยู่ไปสู่จุดที่เราอยากไป
การ Match ที่ดีไม่ได้หมายถึงการที่ Background ของใครบางคนดูโดดเด่นเท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถของบุคคลนั้นตรงกับลักษณะงานจริงหรือไม่
เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อบทบาทงานมีความ Hybrid มากขึ้น
ตำแหน่งงานสมัยใหม่อาจต้องใช้ทั้ง การสื่อสาร + ข้อมูล + เทคโนโลยี + ความรู้ในอุตสาหกรรม แทนที่จะอยู่ในกรอบของตำแหน่งงานแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว
การเติบโตของ Skills-Based Hiring ไม่ได้หมายความว่าคุณจำเป็นต้องเรียนรู้ทุกทักษะใหม่ที่เกิดขึ้น
แต่หมายความว่า คุณต้องเข้าใจว่าทักษะใดมีความสำคัญต่อเส้นทางอาชีพที่คุณต้องการ
มอง Career ของคุณในฐานะ Skill Portfolio ที่กำลังพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
แทนที่จะรอจนต้องหางานใหม่แล้วค่อยเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ ลองถามตัวเองเป็นประจำว่า:
ทักษะใดกำลังมีความสำคัญมากขึ้นในอุตสาหกรรมของฉัน?
ตอนนี้ฉันมีทักษะอะไรอยู่แล้ว?
มีทักษะอะไรที่ฉันยังขาด?
World Economic Forum ประเมินว่า หากเปรียบเทียบแรงงานทั่วโลกเป็นคน 100 คน จะมีถึง 59 คนที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมหรือ Reskill ภายในปี 2030
ดังนั้น การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจึงกำลังเปลี่ยนจากสิ่งที่ “มีก็ดี” ไปสู่สิ่งที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอาชีพตามปกติ

Resume ของคุณไม่ควรมีเพียงรายละเอียดว่าคุณรับผิดชอบอะไร แต่ควรแสดงให้เห็นว่าคุณทำอะไรได้จริง
แทนที่จะเขียนว่า:
“รับผิดชอบดูแล Social Media”
ลองเปลี่ยนเป็น:
“วางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพ Social Media Campaigns บน Instagram, TikTok และ
Facebook เพื่อเพิ่ม Reach และ Engagement ของ Content”
เวอร์ชันที่สองช่วยให้นายจ้างเข้าใจความสามารถของคุณได้มากขึ้น
ทักษะของคุณเปลี่ยนไปตามการเติบโตของ Career
ดังนั้น Resume และ Professional Profile ก็ควรสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย
ลองอัปเดต:
Technical Skills
AI Tools ที่สามารถใช้งานได้
Industry Knowledge
Soft Skills
Certifications
Projects
Measurable Achievements
Professional Profile ของคุณควรสะท้อนทักษะที่คุณมีในวันนี้ ไม่ใช่เพียงตำแหน่งงานที่คุณเคยทำเมื่อสองปีก่อน
Skills-Based Hiring ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้สมัครเท่านั้น
นายจ้างเองก็จำเป็นต้องทบทวนวิธีการกำหนดและประเมิน Talent เช่นกัน
แทนที่จะสร้างรายการคุณสมบัติที่ยาวมาก ควรระบุให้ชัดเจนว่า:
Must-have Skills: ทักษะอะไรที่ผู้สมัครจำเป็นต้องมีจริง ๆ เพื่อทำงานในตำแหน่งนี้?
Transferable Skills: ทักษะอะไรที่สามารถมาจากอุตสาหกรรมหรือตำแหน่งงานอื่นได้?
Trainable Skills: ทักษะอะไรที่สามารถเรียนรู้ได้หลังจากเข้าทำงาน?
วิธีนี้ช่วยแยกให้เห็นว่าอะไรคือข้อกำหนดที่จำเป็นจริง ๆ และอะไรเป็นเพียงคุณสมบัติที่ต้องการเพิ่มเติม
Resume เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสะท้อนภาพทั้งหมดของผู้สมัครได้
นายจ้างสามารถใช้ Structured Interviews, Practical Tasks, Portfolios, Assessments และคำถามที่เน้นทักษะ เพื่อทำความเข้าใจว่าผู้สมัครสามารถทำอะไรได้จริง
เป้าหมายคือการประเมินความสามารถ มากกว่าการให้ความสำคัญกับคุณวุฒิที่คุ้นเคยเพียงอย่างเดียว
นายจ้างเองก็จำเป็นต้องมองไกลกว่าการสรรหาคนใหม่
หากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พนักงานในวันนี้อาจต้องใช้ทักษะที่แตกต่างออกไปในปีหน้า
World Economic Forum ระบุว่า Skill Gaps เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ และเน้นถึงความสำคัญของการ Upskill และ Reskill บุคลากรไปจนถึงปี 2030
นั่นหมายความว่า บริษัทสามารถสร้าง Talent ได้ไม่ใช่เพียงจากการจ้างคนใหม่ แต่ยังสามารถพัฒนาคนที่มีอยู่แล้วภายในองค์กรได้อีกด้วย

อนาคตของการจ้างงานอาจไม่ได้ทำให้วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ หรือ Job Title หายไป
แต่ผู้จ้างงานอาจนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ร่วมกับมุมมองที่ละเอียดขึ้นเกี่ยวกับทักษะ
บทสนทนาอาจเปลี่ยนจาก:
“คุณเคยทำงานที่ไหน?”
เป็น
“คุณเรียนรู้อะไรจากที่นั่น?”
จาก:
“ตำแหน่งของคุณคืออะไร?”
เป็น
“คุณทำอะไรได้จริง?”
และท้ายที่สุดคือ:
“แล้วคุณสามารถทำอะไรต่อไปได้บ้าง?”
AI จะมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยช่วยองค์กรประมวลผลข้อมูล ระบุทักษะที่จำเป็น และสนับสนุนการจับคู่ Talent กับงาน
แต่ Human Judgment หรือวิจารณญาณของมนุษย์ยังคงมีความสำคัญโดยเฉพาะเมื่อต้องประเมินบริบท ศักยภาพ การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และวิธีที่บุคคลนำทักษะของตัวเองไปใช้ในสถานการณ์จริง
งานวิจัยของ World Economic Forum สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานนี้เช่นกัน: ทักษะด้านเทคโนโลยีกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่การคิดเชิงวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการปรับตัว ภาวะผู้นำ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ก็ยังคงมีความสำคัญควบคู่กันไป

Jobcadu ช่วยให้คุณมองไกลกว่าแค่ Job Title และทำความเข้าใจ ทักษะ จุดแข็ง และทิศทางอาชีพ ที่สามารถกำหนดก้าวต่อไปของคุณได้
สำรวจ Jobcadu’s Career Portal เพื่อค้นพบข้อมูลด้านอาชีพ เครื่องมือประเมินตนเอง และแหล่งข้อมูลที่ช่วยให้คุณเข้าใจจุดแข็งของตัวเอง มองเห็นโอกาสในการพัฒนา และสร้างเส้นทางอาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพของคุณ
โอกาสในการทำงานครั้งต่อไปของคุณอาจไม่ได้เริ่มต้นจาก Job Title ใหม่ แต่อาจเริ่มต้นจาก ทักษะใหม่หนึ่งทักษะที่คุณกำลังสร้างขึ้นในวันนี้
ไม่พบหัวข้อในบทความนี้